เนวิเกเตอร์คู่หูร่วมเดินทางของนักแข่งขันแรลลี่ที่ขาดไม่ได้

ทุกการเดินทางไปในแต่ละที่หากได้เดินทางไปคนเดียวบางครั้งอาจจะทำให้เกิดความผิดพลาดในการเดินทางได้และในบางครั้งนั้นอาจจะเลยเถิดจนกลายไปเป็นอุบัติเหตุที่ไม่คาดคิด ดังนั้นการมีเพื่อนร่วมเดินทางไปด้วยจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามสำหรับผู้ขับขี่ทุกคน ซึ่งในการแข่งขันแรลลี่นั้นจำเป็นต้องใช้แผนที่ในการเดินทางไปยังจุดหมายต่าง ๆ โดยที่ไม่รู้ว่าเส้นทางข้างหน้าเป็นเช่นไร พร้อมทั้งยังต้องค้นหา RC ที่ซ่อนไว้ในระหว่างเส้นทางให้พบ จึงจำเป็นที่จะต้องมีผู้ช่วยดูเส้นทางและช่วยเหลือกันและกันในระหว่างทางการแข่งขัน โดยมีชื่อเรียกคู่หูผู้เข้าร่วมเดินทางการแข่งขันนี้ว่า เนวิเกเตอร์

เนวิเกเตอร์ มีความหมายในภาษาอังกฤษว่า ผู้นำทาง ซึ่งในคำแปลนั้นมีความหมายที่ได้บอกถึงหน้าที่และการปฏิบัติงานของผู้ที่มีชื่อเรียกแบบนี้ว่าควรจะต้องทำอะไรยังไงอย่างไม่ต้องสงสัย โดยในปัจจุบันเนวิเกเตอร์ได้ถูกพัฒนาจากคนให้กลายเป็นระบบคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กที่สามารถใช้พกพาเดินทางในระยะไกลได้ในทุกชนิดรถยนต์ แต่ในการแข่งขันแรลลี่นั้นตำแหน่งเนวิเกเตอร์จำเป็นจะต้องใช้บุคคลที่มีวิสัยทัศน์ในการร่วมเดินทางแข่งขันไปด้วยถึงจะได้รับชัยชนะในท้ายที่สุด

โดยหน้าที่ของผู้ที่ได้รับบทบาทเนวิเกเตอร์นี้ จะต้องคอยวิเคราะห์ดูแผนที่ในเส้นทางการเดินทางในการแข่งขันไม่ให้ผิดพลาด พร้อมทั้งคอยประมวลเส้นทางข้างหน้าว่าควรเร็วหรือช้า แซงได้หรือแซงไม่ได้และมีหลุมบ่ออยู่ข้างหน้าหรือไม่ พร้อมทั้งยังต้องคาดคะเนระยะทางโค้งเพื่อใช้ความเร็วที่กำลังขับอยู่ได้รักษาสถานะความเร็วได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อจะได้ทำเวลาในการแข่งขันให้ดีที่สุด นอกจากนี้ในระหว่างการแข่งขันแรลลี่ผู้ที่เป็นเนวิเกเตอร์ยังคงต้องคอยแก้ไขปริศนาและค้นหาสัญลักษณ์ RC ที่ซ่อนอยู่ตามจุดต่าง ๆ ในเส้นทางการแข่งขันอีกด้วย รวมถึงในการแข่งขันแรลลี่ที่เต็มไปด้วยอุปสรรคของเส้นทางธรรมชาติที่ทั้งถนนหนทางทางเป็นแบบลูกรังขรุขระ หนอง คลอง บึง อาจจะทำให้เกิดรถเสียในขณะที่กำลังแข่งขันอยู่ เนวิเกเตอร์จะเป็นคนคอยช่วยเหลือในการซ่อมเบื้องต้นให้สามารถขับรถแข่งขันต่อไปได้จนกว่าจะจบการแข่งขัน

มีคำที่กล่าวว่าคนเดียวหัวหายสองคนเพื่อนตาย ซึ่งเปรียบได้กับผู้ได้รับตำแหน่งเนวิเกเตอร์ที่คอยชี้นำทางนักแข่งไปตลอดการแข่งขันแรลลี่ และยังเปรียบได้กับเป็นนักขับมือดีอีกคนหนึ่งที่เข้าร่วมแข่งขันที่ขาดไม่ได้ เพราะถ้าหากไม่มีตำแหน่งเนวิเกเตอร์ร่วมเดินทางไปด้วยไม่มีทางเลยที่จะสามารถคว้าชัยชนะได้ในการแข่งขันแรลลี่ได้ อีกทั้งในระหว่างการแข่งขันระยะไกลหากมีคู่หูร่วมเดินทางไปด้วยแล้ว ก็คงจะทำให้การเดินทางอันยากเย็นแสนลำบากกลายเป็นการเดินทางที่เต็มไปด้วยความทรงจำที่สนุกสนาน และก่อให้เกิดมิตรภาพในระหว่างการเดินทางที่น่าจดจำ

 

รถธรรมดาที่ควรค่าแก่การฝึกดริฟท์

การดริฟท์เป็นกีฬามอเตอร์สปอร์ตอีกประเภทหนึ่ง ที่มีการจัดการแข่งขันขึ้นกันอย่างแพร่หลาย โดยใช้รูปแบบสนามการแข่งขันด้วยทางโค้ง และใช้ทักษะการควบคุมรถให้หมุนเป็นวงเข้าไลน์เส้นโค้งถนน การขับบนถนนสายดริฟท์นี้มีจุดเริ่มต้นมาจากประเทศญี่ปุ่น จากการแข่งขันกันบนภูเขาตามชนบท

ในความจริงรถธรรมดาทุกคันสามารทำการดริฟท์ได้หมือนรถที่ใช้แข่งขันในการดริฟท์ทั่วไป ขึ้นอยู่กับทักษะของผู้ขับว่าสามารถจะควบคุมให้มันทำการดริฟท์ได้มากน้อยแค่ไหน แต่ถึงแม้จะทำได้เหมือน ก็ไม่สามาถที่จะทำได้ดีเท่ากับรถที่เอาไว้ใช้สำหรับในการแข่งในสนามโดยเฉพาะ ส่วนที่รถธรรมดาสามารถดริฟท์ได้นั้น เกิดจากรถที่ผู้ผลิตสร้างมาให้ไว้แก้ปัญหาสำหรับการทรงตัวในเวลาที่เกิดอุบัติเหตุ หรือสูญเสียการทรงตัวจากปัจจัยต่าง ๆ

ปัจจุบันได้มีการนำรถธรรมดาทั่วไปมาปรับแต่งให้เหมาะกับการแข่งขันในการดริฟท์มากขึ้น สำหรับผู้ที่ต้องการเรีบนรู้ทักษะการดริฟท์ โดยเริ่มต้นจากมองหารถธรรมดา น้ำหนักประมาณ 1.3 ตัน และใช้กำลังขับเคลื่อนจากด้านหลัง มีกำลังเครื่องยนต์ประมาณ 200 แรงม้าขึ้นไป พอที่จะทำให้ล้อสามารถปัดเป็นวงตามไลน์โค้งได้ นอกจากนี้การเลือกรถที่หาอะไหล่ช่วงล่างเปลี่ยนได้ง่าย จะทำให้ประหยัดในการตกแต่ง และซ่อมแซมมากกว่ารถที่หาอะไหล่เปลี่ยนยาก ส่วนตัวเครื่องสำหรับรถดริฟท์ โดยส่วนใหญ่จะไปหาเครื่องมาวางเข้าไปใหม่ โดยมีแบบเครื่องที่นิยม คือ อาร์บี เจวัน เจทู เอสอาร์ 20 ฝาแดง ฝาดำ เป็นเครื่องยนต์ที่เหมาะสำหรับการดริฟท์มากที่สุด เกียร์ที่ใช้ในการฝึกและทำการแข่งสำหรับนักขับดริฟท์ เกียร์ธรรมดาจะเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า เพราะทำให้เทคนิคในการเข้าทำไลน์ สามารถทำได้อย่างหลากหลายแนวทางและมีความสวยงาม ซึ่งเกียร์ออโต้ก็สามารถใช้ในการทำดริฟท์ที่สวยงามได้ แต่จะไม่สามารถใช้ในเทคนิคบางอย่าง ที่เป็นการลือกเข้าทำแบบจังหวะแบบเกียร์ธรรมดาได้ ในเรื่องของยางรถ สำหรับผู้ที่อยู่ในเบื้องต้น ให้ใช้ยางเปอร์เซ็นต์เท่าไหร่ก็ได้ในการฝึก ให้มีทักษะพอลงแข่งได้ก่อน ถึงค่อยขยับไปใช้ยางสำหรับแข่งจริง แค่นี้ก็เป็นจุดเริ่มต้นของการที่มีรถธรรมดาที่ควรค่าแก่การฝึกดริฟท์เบื้องต้นแล้ว

ข้อควรระวังหลังจากที่ได้แปลงโฉมรถอย่างเต็มสูตรในการดริฟท์แล้ว ก็คือการนำรถออกไปใช้บนถนนปกติ เพราะหลังจากที่มีการปรับแต่งเพื่อใช้แข่งขันแล้ว ช่วงล่างและท้ายจะถูกเซตให้มีการปัดเป็นวงได้ง่าย เมื่อเวลาเข้าโค้งหรือยูเทิร์นรถด้วยความเร็ว อาจทำให้เกิดอุบัติเหตุตามมา แต่ถ้ายังอยู่ในช่วงปรับแต่งเบื้องต้นในการวางเครื่อง และรถที่มีกำลังขับเคลื่อนหลังปกติเท่านั้น ก็สามารถขับได้อย่างปกติ แต่ก็ต้องระมัดระวังการในการขับรถยนต์ไว้ทุกเมื่อ เพื่อจะได้มีเวลาสำหรับตลุยความมันของกีฬามอเตอร์สปอร์ตยาวนานมากขึ้น

 

การเข้า พิทสต็อป (Pit Stop) สูตรสำคัญของชัยชนะ

การแข่งขันรถฟอร์มูล่าวัน เป็นการแข่งขันรถที่มีความเร็วเป็นอันดับหนึ่งของโลก ตัดสินโดยการเก็บสถิติคะแนนในแต่ละสนามให้ได้มากที่สุด และนักแข่งคนใดที่สามารถพิชิตรอบที่กำหนด และเข้าเส้นขัยได้ก่อนจะเป็นผู้ที่ได้รับชัยชนะและได้ขึ้นไปฉลองชัยบนโพเดียมของสนามนั้น ๆ ดังนั้นเวลาทุกวินาทีบนสนามจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการแข่งขัน มีค่ามากกว่าทุกสิ่งในเวลานั้น หลายคนต่างคิดว่าถ้าทุกวินาทีมีค่าขนาดนั้น ทำไมถึงไม่วิ่งแบบรอบเดียวจบโดยไม่ต้องเข้าพิทสต็อปแล้วเข้าเส้นชัยไปรับรางวัลเลย เรื่องนี้มีความลับที่ซ่อนอยู่นั่นเอง

สำหรับในการแข่งขันรถฟอร์มูล่าวัน มันเป็นไปไม่ได้เลยที่จะวิ่งรอบเดียวโดยที่ไม่เข้า พิทสต็อป เพราะในการแข่งขันแต่ละรอบ เหตุผลแรกคือการใช้น้ำมัน ซึ่งในการแข่งขันรถฟอร์มูล่าวัน รถที่ใช้ความเร็วมากกว่า 300 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จะกินน้ำมัน 3 ลิตรต่อกิโลเมตร ซึ่งรวมระยะทางทั้งหมดที่ต้องวิ่งต่อรอบแล้ว รถฟอร์มูล่าวันไม่สามารถวิ่งครั้งเดียวจบได้ถ้าไม่เข้าจุดพิทสต็อป ดังนั้นจึงมีการคิดวิธการเติมน้ำมันเป็นสูตรหลายรูปแบบ แตกต่างกันของแต่ละทีม เพื่อใช้ในการเข้าพิทสต็อปในแต่ละครั้ง และใช้เวลาให้น้อยที่สุด สามารถที่จะทำเวลาได้ดีขึ้นในรอบต่อไป จนถึงรอบสุดท้าย อีกทั้งยังมีการเปลี่ยนยางวิ่งในแต่ละรอบการแข่งขัน สำหรับยางเส้นที่เสียหรือเปลี่ยน เพื่อจะทำให้การวิ่งในแต่ละรอบไม่เหมือนกันตามสภาพท้องถนน และจังหวะที่ต้องการจะใช้ว่ารอบนี้จะใช้เพื่อความเร็ว หรือรอบนี้จะใช้เพื่อที่จะรักษาเวลา การแข่งขันของทีม ภาคสนามของแต่ละทีมที่จุดพิทสต็อป จะถูกฝึกซ้อมให้มีการทำงานที่รวดเร็วและแม่ยำ ในการทำหน้าที่แต่ละส่วนของจุดต่าง ๆ โดยมีบันทึกไว้ว่า ทีมที่ทำเวลาได้เร็วที่สุด ใช้เวลาในการเปลี่ยนยางทั้ง 4 เส้น เพียงแค่ 1.92 วินาที

การที่มีน้ำมันในรถแข่งน้อย ก็เป็นปัจจัยหนึ่งในการทำเวลาให้เร็วขึ้นได้ในแต่ละรอบ เพราะน้ำหนักของรถแข่งยิ่งเบา ก็ยิ่งจะทำให้รถมีความเร็วเพิ่มมากขึ้น ซึ่งถ้ารถไม่เติมน้ำมันให้เต็มถังในรอบแรก ก็อาจจะมีผลทำให้รถเบาขึ้นและสามารถทำเวลาได้ดีกว่ารถคันอื่นที่เติมน้ำมันมาเต็มถัง  ถึงแม้ว่าจะต้องเข้าพิทสต็อปบ่อย แต่สามารถทำเวลาบนสนามได้ดีกว่าคู่แข่ง จึงเป็นทฤษฎีที่หลายทีมนำไปใช้เป็นจังหวะขึ้นนำ หรือช่วงเวลาพลิคล็อคของรอบจนนำมาสู่ชัยชนะ นอกจากนี้การเข้าพิทสต็อป ยังเป็นการช่วยซ่อมแซมส่วนที่เกิดอุบัติเหตุกับตัวรถระหว่างการแข่งขัน จากอุบัติเหตุ การกระแทกต่าง ๆ หรือภัยธรรมชาติจากเศษหิน กิ่งไม้ ที่เกิดขึ้นแบบไม่คาดคิด ให้สามารถกลับมาทำการแข่งขันต่อไปให้จนจบได้

ถ้าถามว่าเวลามีค่าแค่ไหน ลองมาดูเจ้าหน้าที่ในพิทสต็อปนี้ทำงานดู แค่เสี้ยววินาที ก็มีค่ามากมายสำหรับพวกเขาแล้ว

 

ความสำคัญในการชั่งน้ำหนักของนักแข่งรถหลังเสร็จสิ้นภารกิจบนสนาม

โพเดียมไม่ใช่ที่แรก ที่จะต้องยืนเมื่อได้รับชัยชนะ แต่เป็นตราชั่งน้ำหนักเท่านั้นที่นักแข่งรถต้องไปยืน เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจจากการประลองความเร็วบนสนามเรียบร้อยแล้ว นักแข่งรถทุกคนจะต้องไปชั่งน้ำหนักในสถานที่ที่ ทางสนามจัดเตรียมไว้ให้ เนื่องจากการแข่งขันรถจะมีกติกามาตราฐานระดับสากลจาก FIA  ที่ว่าด้วยเรื่องของน้ำหนักของรถและนักแข่งรถ ซึ่งจะมีกฎของน้ำหนักที่เปลี่ยนไปในแต่ละปี ในแต่ละรายการของการจัดแข่ง เนื่องจากยานยนต์ที่มีการพัฒนาไม่เหมือนกันทางด้านนวัตกรรม รวมถึงพัฒนาความปลอดภัยของนักแข่งรถด้วย

ยกตัวอย่ากฎการชั่งน้ำหนักของการแข่งขันรถสูตรหนึ่ง หรือ ฟอร์มูล่าวัน ที่ถึงแม้จะเป็นรถที่มีสูตรหนึ่ง แต่ก็มีการเปลี่ยนแปลงน้ำหนักในแต่ละปีไม่ซ้ำกัน โดยได้ตั้งกฎการชั่งน้ำหนักครั้งแรกในระหว่างปี 1961- 1965 น้ำหนักและคนขับรถต้องรวมกันไม่ต่ำกว่า 450 กิโลกรัม ต่อมาในปี 1966-1969 ได้มีการเปลี่ยนแปลงน้ำหนักอีกครั้ง โดยเพิ่มจากเดิมมาเป็นน้ำหนักที่ไม่ต่ำ 500 กิโลกรัม เป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งที่ 2 ส่วนครั้งที่ 3 เปลี่ยนแปลงในปี 1970 กำหนดให้เพิ่มขึ้นมาอีกไม่ต่ำกว่า 530 กิโลกรัม ครั้งที่ 4 ปี 1972 เพิ่มเป็น 550 กิโลกรัม เปลี่ยนกันเกือบปีต่อปีเลยทีเดียว ครั้งที่ 5 ในปีเดียวเท่านั้น FIA ให้เพิ่มเป็นน้ำหนักห้ามต่ำกว่า 575 กิโลกรัม ยาวจนมาถึง ปี 1982 ที่เพิ่มน้ำหนักห้ามต่ำกว่ามากถึง 580 กิโลกรัม ก่อนที่จะลดลงในปีถัดมา ปี 1983 เป็น 540 กิโลกรัม และเป็นครั้งที่ 6 ในการเปลี่ยนแปลงการชั่งน้ำหนัก นับตั้งแต่จัดการแข่งขันเอฟวันขึ้นมา ผ่านมาอีก 4 ปี ในปี 1987 จึงเปลี่ยนแปลงการชั่งน้ำหนักอีกครั้งเป็นห้ามต่ำกว่า 500 กิโลกรัม ลดลงมาจากเดิมถึง 40 กิโลกรัม ก่อนที่จะปรับเปลี่ยนอีกหลายครั้ง จากปี 1987 – 2003 น้ำหนักตัวเลขจะอยู่ที่ระหว่าง 500-590 กิโลกรัม และกระโดดไปสูงถึง 600 กิโลกรัม ในปี 2004-2013 ก่อนที่จะปรับเปลี่ยนสูงสุดในประวัติศาสตร์ในปี 2015 จนถึงปัจจุบัน ห้ามต่ำกว่า 702 กิโลกรัม เพราะว่ามีแบตเตอรี่และอุปกรณ์ส่งกำลังความเร็วที่ถูกวิวัฒนาการเข้ามาเสริมมากขึ้น

การชั่งน้ำหนักจึงเป็นที่กติกาสำคัญมากในการแข่งขัน เพราะถ้าต่ำกว่าจะเป็นการที่ทำให้รถเบากว่ารถแข่งคันอื่นอื่น และมีสิทธิ์ได้รับชัยชนะเหนือกว่านักแข่งรถที่ร่วมเข้าแข่งขัน รวมถึงยังอันตรายกว่านักแข่งรถคนอื่นอีกด้วย และหากมีน้ำหนักรวมกันไม่ถึงเกณฑ์ที่กำหนด จะถือว่าเป็นการผิดกติกาและปรับแพ้ในทันที จากที่เห็นน้ำหนักได้มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาตามยุคสมัย แต่สาเหตุหลักที่มีการเปลี่ยนแปลงในยุคปัจจุบันคือ ได้มีการทดสอบน้ำหนักของรถ ในระยะทาง ความเร็วที่ปลอดภัย ในสนามการแข่งขัน ในความเร็วของแต่ละจุด เพื่อไม่ให้โศกนาฏกรรม แบบที่เคยเกิดขึ้นครั้งในอดีตกลับมาอีก

 

นักแข่งรถ  กีฬาที่เสียสละชีวิตเพื่อมวลมนุษยชาติ

กีฬาเป็นสิ่งที่คิดค้นมาเพื่อความสนุกสนานเพลิดเพลิน และสามารถรักษาร่างกายให้มีความแข็งแรงอยู่ตลอดเวลา อีกทั้งยังทำให้ได้รู้จักมิตรภาพ ความสามัคคี รู้จักช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ ให้อภัยซึ่งกันและกัน ดังคำกล่าวที่ว่า “รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย” ทุกกีฬาไม่ว่าจะเป็น ฟุตบอล บาสเก็ตบอล หรือวอลเลย์บอล เป็นกีฬาที่เกิดขึ้นล้วนแต่ใช้แนวคิดนี้ เป็นเขมทิศชี้นำสังคม ให้ไปสู่เส้นทางที่ถูกต้องและควรจะเป็น เว้นแต่ กีฬาแข่งรถ ที่เข็มทิศอาจชี้ไปในทิศทางเดียวกัน แต่บทสุดท้ายของปลายทางบนถนนเส้นนี้ ไม่ได้บรรจบกันกับกีฬาชนิดอื่น ความสนุก ตื่นเต้น เร้าใจ มาพร้อมกับคำว่าเสี่ยงตายในการแข่งขันรถยนต์ เพราะผู้ที่ทำเวลาได้ดีที่สุด คือผู้ได้รับชัยชนะ และการที่จะได้เวลาที่ดีที่สุด หมายความว่านักแข่งรถต้องใช้ความเร็วไปถึงเส้นชัยให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ และในความเร็วนั้นมีสิ่งที่ไม่คาดคิดที่สามารถจะเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ อันนำมาซึ่งการถึงแก่ชีวิตของนักแข่งแต่ละคน ซึ่งได้มีการเสียชีวิตนักแข่งไปแล้วถึงนับไม่ถ้วนในการแข่งขันรถยนต์ ทั้งในสนามระดับโลกและในสนามประเทศไทย ดังนั้นกีฬาแข่งรถจึงเป็นกีฬาชนิดเดียว ที่มีการเสียชีวิตมากที่สุดในบรรดากีฬาทุกชนิด

หลังจากมีการประดิษฐ์รถยนต์เบนซิลประสบความสำเร็จครั้งแรกได้ไม่นาน จอร์จ บอตัน ได้นำรถลงประกวดความเร็ว ในการการแข่งขันที่ปารีส และได้รับชัยชนะจากการแข่งในระยะทาง 2 กิโลเมตร ทำให้นักวิศวกรยานยนต์รู้ว่า รถหนึ่งคันสามารถไปได้เร็วกว่าอีกหลายคัน จึงนำมาพัฒนาอย่างต่อเนื่องในการเดินทางคมนาคม ขนส่งการค้าต่าง ๆ บนโลกให้สามารถเคลื่อนที่ไปได้เร็วขึ้น และในทุกการแข่งขันสิ้นสุดลง วงการรถยนต์ก็ขยับความก้าวหน้าของยานยนต์ไปสู่ในระดับที่ดีขึ้น จนพัฒนามาถึงจุดที่ทีมส่งนักแข่งลงแข่งขัน ก็มีเพียงผู้ผลิตรถยนต์ของแต่ละบริษัทในโลกเท่านั้น ที่ทำการแข่งขัน ทุกครั้งที่จัดการแข่งขันจะมีจะมีนักแข่งรถที่ได้รับชัยชนะ และนักแข่งรถที่ได้รับความพ่ายแพ้ รวมไปถึงนักแข่งรถที่เสียชีวิต ซึ่งทำให้มาตรการของแต่ละบริษัท นำไปพัฒนาระบบความปลอดภัย ระบบเครื่องยนต์ วัสดุในการสร้างรถให้ดีขึ้น ต่อการใช้ในชีวิตประจำวันของมนุษย์ นักแข่งรถจึงเป็นส่วนสำคัญสำหรับพัฒนาการคมนาคม ของมวลมนุษยชาติที่โลกขาดไม่ได้

แอร์แบค เข็มขัดนิรภัย  เบรก ความนิ่มนวลต่าง ๆ ของรถ ล้วนเป็นผลพวงมาจากการที่ได้มีการแข่งขันรถเกิดขึ้น โดยมีนักแข่งรถเป็นผู้ทดลองทำให้เราเห็นว่า รถบริษัทไหนคือรถที่ดีที่สุด รถบริษัทไหนที่พอใช้ได้ ไปจนถึงรถที่ต้องใช้อย่างระมัดระวัง นักแข่งรถจึงเป็นบทบาทสำคัญของโลก เป็นผู้เสียสละของมวลมนุษยชาติที่ขาดไม่ได้

 

กีฬามอเตอร์สปอร์ต ความหมายที่แท้จริงและเรื่องราวที่หลายคนยังไม่เคยรู้

เวลาที่ได้ยินคำว่า กีฬามอเตอร์สปอร์ต ภาพแรกที่ตามมาก็คือ รถยนต์ความเร็วสูงแบบฟอร์มูล่าวัน ที่กำลังแข่งในสนามกัน ขับเคี่ยวด้วยความเร็วเพื่อไปให้ถึงเส้นชัยด้วยเวลาที่ดีที่สุดเป็นคันแรก

ความจริง มอเตอร์สปอร์ต ไม่ได้หมายถึง รถยนต์หรือการแข่งขันที่มีเพียงรถยนต์เท่านั้น แต่ยังคงมีการแข่งขันยานพาหนะชนิดอื่นรวมอยู่ด้วย มอเตอร์สปอร์ต คือ กีฬาที่รวมทุกชนิดของยานพาหนะหรืออุปกรณ์กีฬาที่มีเครื่องยนต์เป็นตัวหลักในการขับเคลื่อน ไม่ว่าจะเป็น รถยนต์ รถบรรทุก เครื่องบิน รถจักรยานยนต์ หรือเรือ ที่เป็นยานพาหนะ และไม่ได้หมายความว่า จะใช้เพียงความเร็วเท่านั้นในการเรียก กีฬาชนิดนี้ ยังรวมไปถึงการแข่งที่ไม่ได้ใช้ความเร็วเป็นตัวตัดสินอย่าง จิมคาน่า หรือ ดริฟท์ อีกด้วย

ในประเทศไทยนั้น กีฬามอเตอร์สปอร์ตได้รับความสนใจและเป็นที่นิยมอย่างกว้างขวางมานานถึง 82 ปี โดยเริ่มต้นในสมัย รัชกาลที่ 7 พระบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพีรพงศ์ภานุเดช ทรงเป็นนักแข่งรถชาวไทยที่ไปสร้างชื่อเสียงไว้ในเวทียุโรปมามากมาย โดยเริ่มจากเวทีแรกที่ประเทศฝรั่งเศส ในรายการ Coupe de Prince Rainier เซอร์กิตเดอโมนาโก ซึ่งปัจจุบันก็คือ โมนาโกกรังด์ปรีซ์ โดยใช้รถในการแข่งขันชื่อว่า รอมิวลุส ทรงชนะเลิศในการแข่งขันได้รับถ้วยรางวัลจากเจ้าชายเรนีย์แห่งโมนาโก และท่านได้ทรงชนะการแข่งรถกรังด์ปรีซ์ในเวทียุโรปอีกนับไม่ถ้วน จนได้รับรางวัล “ดาราทอง” จากพระเจ้าจอร์จที่ 5 แห่งอังกฤษเป็นเวลา 3 ปีติดต่อกัน และท่านยังได้ถูกบันทึกชื่อไว้ในหอเกียรติยศของสมาคมนักแข่งรถอังกฤษ โดยมีสมญานามว่า เจ้าพีระ ดาราทอง หลังจากนั้นท่านได้นำรถ รอมิวลุศ กลับมาขับแสดงโชว์ในประเทศไทย และจัดการแข่งขันขึ้น โดยใช้ถนนราชดำเนินเป็นเวทีการแข่งขัน และทรงมีแผนการที่จะจัดการแข่งขันกรุงเทพกรังด์ปรีซ์โดยใช้พื้นที่ถนนรอบสนามหลวง และบรมหาราชวังเป็นสนามการแข่งขัน แต่ต้องมีอันยกเลิกไปเนื่องจากเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ต่อมาเมื่อสงครามสิ้นสุดลง ท่านได้ทรงเป็นนักแข่งรถชาวไทยรายแรกและรายเดียว ที่ได้มีโอกาสเป็นนักแข่งรถร่วมลงแข่งขันในรายการฟอร์มูล่าวัน รายการแข่งรถอันดับหนึ่งของโลก ในปี 1950 – 1954  โดยที่ในปี 1954 รายการเฟรนซ์กรังด์ปรีซ์ ท่านทรงขับรถ มาเซรัตติ 250เอฟ และกำลังทำเวลาได้ดีที่สุดจนเกือบได้มีโอกาสขึ้นโพเดียมเป็นอันดับที่ 3 แต่เกิดน้ำมันหมดก่อนที่จะเข้าเส้นชัยเพียงไม่กี่อึดใจ ท่านจึงได้อันดับที่ 4 ซึ่งเป็นอันดับสูงสุดของประวัติศาสตร์นักแข่งชาวไทย ก่อนที่ท่านจะทรงเลิกแข่งในปีเดียวกัน

จากวันนั้นจวบจนวันนี้กาลเวลาผ่านไป ความนิยมในกีฬามอเตอร์สปอร์ตได้เป็นที่ชื่นชอบละชื่นชมสำหรับทุกเพศทุกวัย และทวีความหลงไหลคลั่งไคล้มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีการแข่งขันเพิ่มขึ้นมากมายภายในประเทศไทย ในทุกแบบประเภทของกีฬามอเตอร์สปอร์ต มีสนามที่ได้มาตรฐานรองรับการแข่งขันจาก FIA ถึง 4 สนาม โดยที่มีสนามผ่านมาตราฐานการแข่งขันรถสูตรหนึ่ง หรือ ฟอร์มูล่าวัน 1 สนาม อยู่ที่จังหวัดบุรีรัมย์