การเข้า พิทสต็อป (Pit Stop) สูตรสำคัญของชัยชนะ

การแข่งขันรถฟอร์มูล่าวัน เป็นการแข่งขันรถที่มีความเร็วเป็นอันดับหนึ่งของโลก ตัดสินโดยการเก็บสถิติคะแนนในแต่ละสนามให้ได้มากที่สุด และนักแข่งคนใดที่สามารถพิชิตรอบที่กำหนด และเข้าเส้นขัยได้ก่อนจะเป็นผู้ที่ได้รับชัยชนะและได้ขึ้นไปฉลองชัยบนโพเดียมของสนามนั้น ๆ ดังนั้นเวลาทุกวินาทีบนสนามจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการแข่งขัน มีค่ามากกว่าทุกสิ่งในเวลานั้น หลายคนต่างคิดว่าถ้าทุกวินาทีมีค่าขนาดนั้น ทำไมถึงไม่วิ่งแบบรอบเดียวจบโดยไม่ต้องเข้าพิทสต็อปแล้วเข้าเส้นชัยไปรับรางวัลเลย เรื่องนี้มีความลับที่ซ่อนอยู่นั่นเอง

สำหรับในการแข่งขันรถฟอร์มูล่าวัน มันเป็นไปไม่ได้เลยที่จะวิ่งรอบเดียวโดยที่ไม่เข้า พิทสต็อป เพราะในการแข่งขันแต่ละรอบ เหตุผลแรกคือการใช้น้ำมัน ซึ่งในการแข่งขันรถฟอร์มูล่าวัน รถที่ใช้ความเร็วมากกว่า 300 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จะกินน้ำมัน 3 ลิตรต่อกิโลเมตร ซึ่งรวมระยะทางทั้งหมดที่ต้องวิ่งต่อรอบแล้ว รถฟอร์มูล่าวันไม่สามารถวิ่งครั้งเดียวจบได้ถ้าไม่เข้าจุดพิทสต็อป ดังนั้นจึงมีการคิดวิธการเติมน้ำมันเป็นสูตรหลายรูปแบบ แตกต่างกันของแต่ละทีม เพื่อใช้ในการเข้าพิทสต็อปในแต่ละครั้ง และใช้เวลาให้น้อยที่สุด สามารถที่จะทำเวลาได้ดีขึ้นในรอบต่อไป จนถึงรอบสุดท้าย อีกทั้งยังมีการเปลี่ยนยางวิ่งในแต่ละรอบการแข่งขัน สำหรับยางเส้นที่เสียหรือเปลี่ยน เพื่อจะทำให้การวิ่งในแต่ละรอบไม่เหมือนกันตามสภาพท้องถนน และจังหวะที่ต้องการจะใช้ว่ารอบนี้จะใช้เพื่อความเร็ว หรือรอบนี้จะใช้เพื่อที่จะรักษาเวลา การแข่งขันของทีม ภาคสนามของแต่ละทีมที่จุดพิทสต็อป จะถูกฝึกซ้อมให้มีการทำงานที่รวดเร็วและแม่ยำ ในการทำหน้าที่แต่ละส่วนของจุดต่าง ๆ โดยมีบันทึกไว้ว่า ทีมที่ทำเวลาได้เร็วที่สุด ใช้เวลาในการเปลี่ยนยางทั้ง 4 เส้น เพียงแค่ 1.92 วินาที

การที่มีน้ำมันในรถแข่งน้อย ก็เป็นปัจจัยหนึ่งในการทำเวลาให้เร็วขึ้นได้ในแต่ละรอบ เพราะน้ำหนักของรถแข่งยิ่งเบา ก็ยิ่งจะทำให้รถมีความเร็วเพิ่มมากขึ้น ซึ่งถ้ารถไม่เติมน้ำมันให้เต็มถังในรอบแรก ก็อาจจะมีผลทำให้รถเบาขึ้นและสามารถทำเวลาได้ดีกว่ารถคันอื่นที่เติมน้ำมันมาเต็มถัง  ถึงแม้ว่าจะต้องเข้าพิทสต็อปบ่อย แต่สามารถทำเวลาบนสนามได้ดีกว่าคู่แข่ง จึงเป็นทฤษฎีที่หลายทีมนำไปใช้เป็นจังหวะขึ้นนำ หรือช่วงเวลาพลิคล็อคของรอบจนนำมาสู่ชัยชนะ นอกจากนี้การเข้าพิทสต็อป ยังเป็นการช่วยซ่อมแซมส่วนที่เกิดอุบัติเหตุกับตัวรถระหว่างการแข่งขัน จากอุบัติเหตุ การกระแทกต่าง ๆ หรือภัยธรรมชาติจากเศษหิน กิ่งไม้ ที่เกิดขึ้นแบบไม่คาดคิด ให้สามารถกลับมาทำการแข่งขันต่อไปให้จนจบได้

ถ้าถามว่าเวลามีค่าแค่ไหน ลองมาดูเจ้าหน้าที่ในพิทสต็อปนี้ทำงานดู แค่เสี้ยววินาที ก็มีค่ามากมายสำหรับพวกเขาแล้ว

 

ความสำคัญในการชั่งน้ำหนักของนักแข่งรถหลังเสร็จสิ้นภารกิจบนสนาม

โพเดียมไม่ใช่ที่แรก ที่จะต้องยืนเมื่อได้รับชัยชนะ แต่เป็นตราชั่งน้ำหนักเท่านั้นที่นักแข่งรถต้องไปยืน เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจจากการประลองความเร็วบนสนามเรียบร้อยแล้ว นักแข่งรถทุกคนจะต้องไปชั่งน้ำหนักในสถานที่ที่ ทางสนามจัดเตรียมไว้ให้ เนื่องจากการแข่งขันรถจะมีกติกามาตราฐานระดับสากลจาก FIA  ที่ว่าด้วยเรื่องของน้ำหนักของรถและนักแข่งรถ ซึ่งจะมีกฎของน้ำหนักที่เปลี่ยนไปในแต่ละปี ในแต่ละรายการของการจัดแข่ง เนื่องจากยานยนต์ที่มีการพัฒนาไม่เหมือนกันทางด้านนวัตกรรม รวมถึงพัฒนาความปลอดภัยของนักแข่งรถด้วย

ยกตัวอย่ากฎการชั่งน้ำหนักของการแข่งขันรถสูตรหนึ่ง หรือ ฟอร์มูล่าวัน ที่ถึงแม้จะเป็นรถที่มีสูตรหนึ่ง แต่ก็มีการเปลี่ยนแปลงน้ำหนักในแต่ละปีไม่ซ้ำกัน โดยได้ตั้งกฎการชั่งน้ำหนักครั้งแรกในระหว่างปี 1961- 1965 น้ำหนักและคนขับรถต้องรวมกันไม่ต่ำกว่า 450 กิโลกรัม ต่อมาในปี 1966-1969 ได้มีการเปลี่ยนแปลงน้ำหนักอีกครั้ง โดยเพิ่มจากเดิมมาเป็นน้ำหนักที่ไม่ต่ำ 500 กิโลกรัม เป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งที่ 2 ส่วนครั้งที่ 3 เปลี่ยนแปลงในปี 1970 กำหนดให้เพิ่มขึ้นมาอีกไม่ต่ำกว่า 530 กิโลกรัม ครั้งที่ 4 ปี 1972 เพิ่มเป็น 550 กิโลกรัม เปลี่ยนกันเกือบปีต่อปีเลยทีเดียว ครั้งที่ 5 ในปีเดียวเท่านั้น FIA ให้เพิ่มเป็นน้ำหนักห้ามต่ำกว่า 575 กิโลกรัม ยาวจนมาถึง ปี 1982 ที่เพิ่มน้ำหนักห้ามต่ำกว่ามากถึง 580 กิโลกรัม ก่อนที่จะลดลงในปีถัดมา ปี 1983 เป็น 540 กิโลกรัม และเป็นครั้งที่ 6 ในการเปลี่ยนแปลงการชั่งน้ำหนัก นับตั้งแต่จัดการแข่งขันเอฟวันขึ้นมา ผ่านมาอีก 4 ปี ในปี 1987 จึงเปลี่ยนแปลงการชั่งน้ำหนักอีกครั้งเป็นห้ามต่ำกว่า 500 กิโลกรัม ลดลงมาจากเดิมถึง 40 กิโลกรัม ก่อนที่จะปรับเปลี่ยนอีกหลายครั้ง จากปี 1987 – 2003 น้ำหนักตัวเลขจะอยู่ที่ระหว่าง 500-590 กิโลกรัม และกระโดดไปสูงถึง 600 กิโลกรัม ในปี 2004-2013 ก่อนที่จะปรับเปลี่ยนสูงสุดในประวัติศาสตร์ในปี 2015 จนถึงปัจจุบัน ห้ามต่ำกว่า 702 กิโลกรัม เพราะว่ามีแบตเตอรี่และอุปกรณ์ส่งกำลังความเร็วที่ถูกวิวัฒนาการเข้ามาเสริมมากขึ้น

การชั่งน้ำหนักจึงเป็นที่กติกาสำคัญมากในการแข่งขัน เพราะถ้าต่ำกว่าจะเป็นการที่ทำให้รถเบากว่ารถแข่งคันอื่นอื่น และมีสิทธิ์ได้รับชัยชนะเหนือกว่านักแข่งรถที่ร่วมเข้าแข่งขัน รวมถึงยังอันตรายกว่านักแข่งรถคนอื่นอีกด้วย และหากมีน้ำหนักรวมกันไม่ถึงเกณฑ์ที่กำหนด จะถือว่าเป็นการผิดกติกาและปรับแพ้ในทันที จากที่เห็นน้ำหนักได้มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาตามยุคสมัย แต่สาเหตุหลักที่มีการเปลี่ยนแปลงในยุคปัจจุบันคือ ได้มีการทดสอบน้ำหนักของรถ ในระยะทาง ความเร็วที่ปลอดภัย ในสนามการแข่งขัน ในความเร็วของแต่ละจุด เพื่อไม่ให้โศกนาฏกรรม แบบที่เคยเกิดขึ้นครั้งในอดีตกลับมาอีก

 

นักแข่งรถ  กีฬาที่เสียสละชีวิตเพื่อมวลมนุษยชาติ

กีฬาเป็นสิ่งที่คิดค้นมาเพื่อความสนุกสนานเพลิดเพลิน และสามารถรักษาร่างกายให้มีความแข็งแรงอยู่ตลอดเวลา อีกทั้งยังทำให้ได้รู้จักมิตรภาพ ความสามัคคี รู้จักช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ ให้อภัยซึ่งกันและกัน ดังคำกล่าวที่ว่า “รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย” ทุกกีฬาไม่ว่าจะเป็น ฟุตบอล บาสเก็ตบอล หรือวอลเลย์บอล เป็นกีฬาที่เกิดขึ้นล้วนแต่ใช้แนวคิดนี้ เป็นเขมทิศชี้นำสังคม ให้ไปสู่เส้นทางที่ถูกต้องและควรจะเป็น เว้นแต่ กีฬาแข่งรถ ที่เข็มทิศอาจชี้ไปในทิศทางเดียวกัน แต่บทสุดท้ายของปลายทางบนถนนเส้นนี้ ไม่ได้บรรจบกันกับกีฬาชนิดอื่น ความสนุก ตื่นเต้น เร้าใจ มาพร้อมกับคำว่าเสี่ยงตายในการแข่งขันรถยนต์ เพราะผู้ที่ทำเวลาได้ดีที่สุด คือผู้ได้รับชัยชนะ และการที่จะได้เวลาที่ดีที่สุด หมายความว่านักแข่งรถต้องใช้ความเร็วไปถึงเส้นชัยให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ และในความเร็วนั้นมีสิ่งที่ไม่คาดคิดที่สามารถจะเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ อันนำมาซึ่งการถึงแก่ชีวิตของนักแข่งแต่ละคน ซึ่งได้มีการเสียชีวิตนักแข่งไปแล้วถึงนับไม่ถ้วนในการแข่งขันรถยนต์ ทั้งในสนามระดับโลกและในสนามประเทศไทย ดังนั้นกีฬาแข่งรถจึงเป็นกีฬาชนิดเดียว ที่มีการเสียชีวิตมากที่สุดในบรรดากีฬาทุกชนิด

หลังจากมีการประดิษฐ์รถยนต์เบนซิลประสบความสำเร็จครั้งแรกได้ไม่นาน จอร์จ บอตัน ได้นำรถลงประกวดความเร็ว ในการการแข่งขันที่ปารีส และได้รับชัยชนะจากการแข่งในระยะทาง 2 กิโลเมตร ทำให้นักวิศวกรยานยนต์รู้ว่า รถหนึ่งคันสามารถไปได้เร็วกว่าอีกหลายคัน จึงนำมาพัฒนาอย่างต่อเนื่องในการเดินทางคมนาคม ขนส่งการค้าต่าง ๆ บนโลกให้สามารถเคลื่อนที่ไปได้เร็วขึ้น และในทุกการแข่งขันสิ้นสุดลง วงการรถยนต์ก็ขยับความก้าวหน้าของยานยนต์ไปสู่ในระดับที่ดีขึ้น จนพัฒนามาถึงจุดที่ทีมส่งนักแข่งลงแข่งขัน ก็มีเพียงผู้ผลิตรถยนต์ของแต่ละบริษัทในโลกเท่านั้น ที่ทำการแข่งขัน ทุกครั้งที่จัดการแข่งขันจะมีจะมีนักแข่งรถที่ได้รับชัยชนะ และนักแข่งรถที่ได้รับความพ่ายแพ้ รวมไปถึงนักแข่งรถที่เสียชีวิต ซึ่งทำให้มาตรการของแต่ละบริษัท นำไปพัฒนาระบบความปลอดภัย ระบบเครื่องยนต์ วัสดุในการสร้างรถให้ดีขึ้น ต่อการใช้ในชีวิตประจำวันของมนุษย์ นักแข่งรถจึงเป็นส่วนสำคัญสำหรับพัฒนาการคมนาคม ของมวลมนุษยชาติที่โลกขาดไม่ได้

แอร์แบค เข็มขัดนิรภัย  เบรก ความนิ่มนวลต่าง ๆ ของรถ ล้วนเป็นผลพวงมาจากการที่ได้มีการแข่งขันรถเกิดขึ้น โดยมีนักแข่งรถเป็นผู้ทดลองทำให้เราเห็นว่า รถบริษัทไหนคือรถที่ดีที่สุด รถบริษัทไหนที่พอใช้ได้ ไปจนถึงรถที่ต้องใช้อย่างระมัดระวัง นักแข่งรถจึงเป็นบทบาทสำคัญของโลก เป็นผู้เสียสละของมวลมนุษยชาติที่ขาดไม่ได้

 

กีฬามอเตอร์สปอร์ต ความหมายที่แท้จริงและเรื่องราวที่หลายคนยังไม่เคยรู้

เวลาที่ได้ยินคำว่า กีฬามอเตอร์สปอร์ต ภาพแรกที่ตามมาก็คือ รถยนต์ความเร็วสูงแบบฟอร์มูล่าวัน ที่กำลังแข่งในสนามกัน ขับเคี่ยวด้วยความเร็วเพื่อไปให้ถึงเส้นชัยด้วยเวลาที่ดีที่สุดเป็นคันแรก

ความจริง มอเตอร์สปอร์ต ไม่ได้หมายถึง รถยนต์หรือการแข่งขันที่มีเพียงรถยนต์เท่านั้น แต่ยังคงมีการแข่งขันยานพาหนะชนิดอื่นรวมอยู่ด้วย มอเตอร์สปอร์ต คือ กีฬาที่รวมทุกชนิดของยานพาหนะหรืออุปกรณ์กีฬาที่มีเครื่องยนต์เป็นตัวหลักในการขับเคลื่อน ไม่ว่าจะเป็น รถยนต์ รถบรรทุก เครื่องบิน รถจักรยานยนต์ หรือเรือ ที่เป็นยานพาหนะ และไม่ได้หมายความว่า จะใช้เพียงความเร็วเท่านั้นในการเรียก กีฬาชนิดนี้ ยังรวมไปถึงการแข่งที่ไม่ได้ใช้ความเร็วเป็นตัวตัดสินอย่าง จิมคาน่า หรือ ดริฟท์ อีกด้วย

ในประเทศไทยนั้น กีฬามอเตอร์สปอร์ตได้รับความสนใจและเป็นที่นิยมอย่างกว้างขวางมานานถึง 82 ปี โดยเริ่มต้นในสมัย รัชกาลที่ 7 พระบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพีรพงศ์ภานุเดช ทรงเป็นนักแข่งรถชาวไทยที่ไปสร้างชื่อเสียงไว้ในเวทียุโรปมามากมาย โดยเริ่มจากเวทีแรกที่ประเทศฝรั่งเศส ในรายการ Coupe de Prince Rainier เซอร์กิตเดอโมนาโก ซึ่งปัจจุบันก็คือ โมนาโกกรังด์ปรีซ์ โดยใช้รถในการแข่งขันชื่อว่า รอมิวลุส ทรงชนะเลิศในการแข่งขันได้รับถ้วยรางวัลจากเจ้าชายเรนีย์แห่งโมนาโก และท่านได้ทรงชนะการแข่งรถกรังด์ปรีซ์ในเวทียุโรปอีกนับไม่ถ้วน จนได้รับรางวัล “ดาราทอง” จากพระเจ้าจอร์จที่ 5 แห่งอังกฤษเป็นเวลา 3 ปีติดต่อกัน และท่านยังได้ถูกบันทึกชื่อไว้ในหอเกียรติยศของสมาคมนักแข่งรถอังกฤษ โดยมีสมญานามว่า เจ้าพีระ ดาราทอง หลังจากนั้นท่านได้นำรถ รอมิวลุศ กลับมาขับแสดงโชว์ในประเทศไทย และจัดการแข่งขันขึ้น โดยใช้ถนนราชดำเนินเป็นเวทีการแข่งขัน และทรงมีแผนการที่จะจัดการแข่งขันกรุงเทพกรังด์ปรีซ์โดยใช้พื้นที่ถนนรอบสนามหลวง และบรมหาราชวังเป็นสนามการแข่งขัน แต่ต้องมีอันยกเลิกไปเนื่องจากเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ต่อมาเมื่อสงครามสิ้นสุดลง ท่านได้ทรงเป็นนักแข่งรถชาวไทยรายแรกและรายเดียว ที่ได้มีโอกาสเป็นนักแข่งรถร่วมลงแข่งขันในรายการฟอร์มูล่าวัน รายการแข่งรถอันดับหนึ่งของโลก ในปี 1950 – 1954  โดยที่ในปี 1954 รายการเฟรนซ์กรังด์ปรีซ์ ท่านทรงขับรถ มาเซรัตติ 250เอฟ และกำลังทำเวลาได้ดีที่สุดจนเกือบได้มีโอกาสขึ้นโพเดียมเป็นอันดับที่ 3 แต่เกิดน้ำมันหมดก่อนที่จะเข้าเส้นชัยเพียงไม่กี่อึดใจ ท่านจึงได้อันดับที่ 4 ซึ่งเป็นอันดับสูงสุดของประวัติศาสตร์นักแข่งชาวไทย ก่อนที่ท่านจะทรงเลิกแข่งในปีเดียวกัน

จากวันนั้นจวบจนวันนี้กาลเวลาผ่านไป ความนิยมในกีฬามอเตอร์สปอร์ตได้เป็นที่ชื่นชอบละชื่นชมสำหรับทุกเพศทุกวัย และทวีความหลงไหลคลั่งไคล้มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีการแข่งขันเพิ่มขึ้นมากมายภายในประเทศไทย ในทุกแบบประเภทของกีฬามอเตอร์สปอร์ต มีสนามที่ได้มาตรฐานรองรับการแข่งขันจาก FIA ถึง 4 สนาม โดยที่มีสนามผ่านมาตราฐานการแข่งขันรถสูตรหนึ่ง หรือ ฟอร์มูล่าวัน 1 สนาม อยู่ที่จังหวัดบุรีรัมย์

 

คำศัพท์การแข่งรถฟอร์มูล่าวัน ที่สาวกแห่งความเร็วต้องรู้

สำหรับที่คนที่คลุกคลีในวงการรถสูตร 1 นี้มานาน อาจจะรู้ความหมายของคำศัพท์ต่าง ๆ ในการแข่งบ้างแล้ว แต่สำหรับสายความเร็วหน้าใหม่ การรับรู้คำศัพท์การแข่งรถฟอร์มูล่าวัน จะทำให้การรับชมเข้าใจความหมายและมีความสนุกมากยิ่งขึ้น

1.Formula One:

ฟอร์มูล่าวัน มีชื่อเรียกถึง 4 ชื่อ คือ ฟอร์มูล่าวัน รถสูตรหนึ่ง เอฟวัน และชื่อเต็ม ฟีฟ่า ฟอร์มูล่าวัน เวิลด์แชมป์เปี้ยน เป็นการแข่งรถยนต์ระดับสูงที่สุดในโลกด้วยความเร็ว 360 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

2.FIA:

ย่อมาจาก Fédération Internationale de l’Automobile ในภาษาฝรั่งเศส และ International Automobile Federation ที่เป็นภาษาของอังกฤษ ซึ่งแปลเป็นไทยว่า สหพันธ์รถยนต์ระหว่างประเทศ

3.Grands Prix:

กรังด์ปรีซ์ กรองพรี หรือ แกรนด์พรีซ์ ออกเสียงได้สามแบบ เป็นคำศัพท์ที่ออกเสียงทางภาษาฝรั่งเศส ซึ่งแปลว่า รางวัลใหญ่ มักใช้กับรายการที่เป็นที่สุดในโลก อย่างการแข่งรถฟอร์มูล่าวัน

4.Circuit:

เซอร์กิต คือ สนามแข่งรถแบบที่มีสนามเป็นทางเรียบ โดยมีทั้งทางตรงและทางอ้อม

5.Track :

แทรค คือ เส้นทางวิ่งในสนาม โดยจะมีทางเข้าแทรค และทางออกแทรค

6.Cockpit:

ค็อกพิท มีชื่อเรียกอีก 2 อย่างคือ พิทสตอป (Pitstop) หรือ พิท (Pit) คือ สถานที่ที่แต่ละทีมใช้ สำหรับซ่อมแซมปรับปรุงรถทั้งก่อนแข่ง ระหว่างแข่ง และหลังจากแข่ง

7.Pit Lane:

พิทเลน คือ เส้นทางวิ่งสำหรับเข้าออกระหว่างสนามกับจุดซ่อมแซม ซึ่งเป็นทางตรงและจำกัดความเร็วการเข้าออก ตามแต่ละที่สนามกำหนด

8.Pitwork:

พิทเวิร์ค คือ การทำงานของเจ้าหน้าที่ฝ่ายสนามของแต่ละทีม ในการเปลี่ยนอุปกรณ์ ยางรถยนต์ ซ่อม ปรับปรุงรถต่าง ๆ ที่เสียหายในระหว่างการแข่งขัน

9.Lap:

แลป คือ รอบหรือครั้งในการแข่งขัน

10.DRS:

ดีอาร์เอส ย่อมาจาก  Drag Reduction System  คือการให้อากาศทำปฏิกิริยากับรถ ให้สามารถวิ่งได้เร็วขึ้น ใช้ได้ในเฉพาะบางช่วงของสนามเท่านั้น

11.Free Practice:

คือ การฝึกซ้อม โดยมีการแบ่งออกเป็น 2 รอบ คือ รอบเช้าและรอบบ่าย รอบละ 90 นาที ส่วนมากจะจัดในวันศุกร์ ยกเว้น รายการโมนาโก กรังด์ปรีซ์ ที่จะจัดขึ้นในวันพฤหัสบดี เนื่องจากปัญหาการจราจรของเมือง

12.Qualifying:

หรือ เรียกว่ารอบควอลิฟาย คือการแข่งขันจับเวลาการจัดอันดับสตาร์ท ก่อนเข้าสตาร์ทในวันแข่งขันจริง จะถูกกำหนดเป็นวันเสาร์ในทุกสนามการแข่งขัน

13.Pole Position:

เป็นจุดที่นักแข่งรถต้องการโดยส่วนใหญ่เพราะเป็นจุดเริ่มต้น หรือจุดสตาร์ทแรกของการแข่งขันในวันแข่งขันจริง

14.Race Day:

วันแข่งขันจริงที่มีการแข่งขันรถฟอร์มูล่าวัน ในระยะทางรวมไม่ต่ำกว่า 300 กิโลเมตร และต้องใช้เวลาไม่เกิน 2 ชั่วโมง ในการแข่งขัน เว้นแต่ว่าจะถูกคั่นด้วยอุบัติเหตุหรือสภาพอากาศทางธรรมขาติ

15.Podium:

แท่นยืนสำหรับผู้ที่ได้รับชัยชนะ ผู้ที่ทำเวลาและมีคะแนนมากที่สุดจะได้ขึ้นไปรับรางวัลตามลำดับ โดยมีการแบ่งเป็นลำดับ ที่ 3 ที่ 2 และที่ 1 โดยที่ 1 จะอยู่สูงสุด

ทั้งหมดนี้เป็นคำศัพท์ง่าย ๆ ที่จะช่วยให้เราเข้าใจมากขึ้น แต่ไม่ต้องกังวลถึงขนาดท่องจำ เพราะระหว่างชมเราจะค่อย ๆ ซึมซับ และเข้าใจได้เอง ตามที่ผู้บรรยายการแข่งขันพูดนั่นเอง

 

สุดยอดนักแข่งรถฟอร์มูล่าวัน ที่โลกต้องจดจำ

ก่อนที่ทุกความเร็วในการแข่งขันจะถูกจดบันทึกในหน้าประวัติศาสตร์ จำเป็นต้องมีบทพระเอกคุมพวงมาลัย เพราะต่อให้รถวิ่งได้เร็ว 1,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่ไม่มีใครเอาไปวาดลวดลายจริงบนท้องถนน มันก็จะเป็นแค่เรื่องเล่าของเศษเหล็กที่ไร้ซึ่งชีวิตเท่านั้น และด้านล่างนี้เป็น 5 ในหลาย ๆ นักขับรถที่ดีที่สุดในโลก

1.ฮวน มานูแอล ฟานจิโอ  ชาวอาเจนตินา ผู้สร้างประวัติศาสตร์ในยุคแรกเริ่มของการแข่งรถ ด้วยการขับรถตลุยคว้าแชมป์โลก 5 สมัย ใน 7 ปี และเป็น 7 ปีที่อยู่กับ 4 ทีมชั้นนำ อัลฟาโรเมโอ, เฟอร์รารี่, เมอซิเดส และ มาเซราติ ราวกับว่าที่ใหนก็ได้ คันไหนก็ได้ ถนนเส้นไหนก็ได้ ฮวน มานูเอล ฟานจิโอ พร้อมจะไปเป็นสุดยอดนักแข่งรถที่นั่น

2.เซบาสเตียน เวทเทล เด็กหนุ่มที่คว้าแชมป์โลก 4 สมัยติดต่อกันกับทีมเรดบูล เรซซิ่ง แซงทุบสถิติกลายเป็นแชมป์โลกที่อายุน้อยที่สุดในโลกคนใหม่ แทนลูอิส แฮมิลตัน ในเวทีเดียวกัน โดยมี มิชาเอล ชูมัคเกอร์ สุดยอดนักแข่งรถฟอร์มูล่าวัน แชมป์โลก 7 สมัย และ เจนสัน บัตตัน แชมป์เก่าปีล่าสุด ร่วมเวทีการแย่งแชมป์โลกในหนนั้นด้วย เท่ากับว่าในการแข่งขันแชมป์โลกครั้งนั้น เวทเทลได้พิชิตสุดยอดนักแข่งรถในอดีตไปพร้อมกันถึง 3 คน ด้วยการแข่งขันเพียงรายการเดียว

3.ไอร์ตัน เซนน่า แชมป์โลก 3 สมัย ที่จากไปอย่างไม่มีวันกลับ ย้อนกลับไปก่อนที่ มิชาเอล ชูมัคเกอร์ จะได้แชมป์ที่สนามอิโมล่าด้วยเวลา 2 ชั่วโมง 20 นาที  ไอร์ตัน เซนน่า กำลังขับแซงหน้า มิชาเอล ชูมัคเกอร์ นำเป็นอันดับที่ 1 ก่อนที่โค้งแทมบูเรลโลจะพรากสุดยอดนักแข่งรถฟอร์มูล่าวันแชมป์โลก 3 สมัยจากโลกใบนี้ไป การจากไปของไอร์ตันในครั้งนั้น ได้จุดชนวนการตระหนักครั้งยิ่งใหญ่ของวงการมอเตอร์สปอร์ต ในการรักษาความปลอดภัยของนักแข่งรถให้ยกระดับมากขึ้น จนถึงปัจจุบันมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นมากมาย แต่ไม่มีใครเสียชีวิตจากอุบัติเหตุอีกเลย

4.นิกิ เลาดา  บุรุษผู้ปฏิเสธมัจจุราชจาก อเวจีสีเขียว แห่งนอร์กบูริง ในปี1976 จากอุบัติเหตุแหกโค้งในการแข่งขันรถฟอร์มูล่าวัน แพทย์วินิจฉัยว่าเลาเดา อาการโคม่า ไม่อาจรอดได้ แต่นิกิ เลาเดา ก็กลับมาแข่งรถได้ภายใน 42 วัน และคว้าชัยชนะในสนามที่อิตาลี ก่อนที่จะตัดสินใจถอนตัวออกจากการแข่งขันในปีนั้น และประกาศยุติไม่ลงแข่งรถอีกต่อไป โดยให้เหตุผลว่า “ขาดแรงบันดาลใจ” ก่อนที่จะตัดสินใจกลับมาลงแข่งอีกครั้งในปี 1977 และเป็นปีที่นิกิ เลาเดาได้เป็นแชมป์โลกสมัยที่ 3

5.มิชาเอล ชูมัคเกอร์ สุดยอดนักแข่งรถฟอร์มูล่าวัน แชมป์โลก 7 สมัย และแชมป์โลกติดต่อกัน 5 สมัยสูงสุด และมากที่สุดในโลก 1994 คือปีที่ถือกำเนิดของราชา สุดยอดนักแข่งรถฟอร์มูล่าวัน ด้วยการคว้าแชมป์โลกครั้งแรก กับทีมเบเนตอง ก่อนพิชิตแชมป์โลกหนที่ 2 ในปี 1995 เป็นปีที่สองติดต่อกัน และตลุยกวาดแชมป์โลกเป็นว่าเล่นถึง 5 สมัย ติดต่อกันในปี 2000-2004 และควรมีแชมป์มาครองถึง 8 สมัย และติดต่อกัน 6 สมัยหากไม่ได้รับอุบัติเหตุขาหักในปี 1999  วันที่ 29 ธันวาคม 2013 ราชาเอฟวันได้หลับใหลจากอุบัติเหตุการเล่นสกีที่เทือกเขาแอลป์ จวบจนปัจจุบันเป็นเวลาถึง 4 ปี ได้รับการผ่าตัดถึง 2 ครั้ง ตอนนี้ได้กลับไปพักรักษาตัวทำกายภาพบำบัดที่บ้านเรียบร้อยแล้ว

ต่อให้มีรถแข่งที่สุดยอดแค่ไหน หากขาดนักขับที่เก่งกาจ สามารถควบคุมรถให้อยู่หมัดได้ ก็ไร้ความหมาย ดังนั้นค่ายรถต่าง ๆ เอง ก็พยายามเฟ้นหาและฝึกฝนนักแข่งหน้าใหม่เสมอ ใจถึง ๆ รถแรง ๆ บวกกับฝีมือ มันคือหนทางแห่งแชมป์โลกนั่นเอง

 

5 อันดับรถที่เร็วที่สุดในโลก ปี 2018 ราชาหวนคืนบัลลังก์

ความเร็วมักเป็นสิ่งที่พูดกันเสมอเวลาพูดถึงเรื่องของรถยนต์ ล้วนเป็นคำถามแรกที่เกิดขึ้นสำหรับผู้มีความชื่นชอบ รัก และหลงใหลในรถยนต์ จึงมีการปรับเปลี่ยน ปรุงแต่งและพัฒนาระบบเครื่องยนต์ให้มีความเร็วมากขึ้นในทุกปี เราลองมาดูเหล่ารถยนต์ที่ถูกผลิตขึ้นให้เป็นเจ้าแห่งความเร็ว ด้วย 5 อันดับรถที่เร็วที่สุดของโลก

อันดับที่ 5  Bugatti Veyron Grand Sport Vitesse La Finale  ความเร็ว 430 กิโลเมตรต่อชั่วโมง บูกัตติ ค่ายรถยนต์จากฝรั่งเศส สัญชาติ อิตาลี เจ้าของสมญานามค่ายรถยนต์แรงและรวดเร็วที่สุดในโลก ทำการผลิตรถรุ่นสุดท้ายของ รหัสตระกูลเวรอน มาทำสถิติพิชิตความเร็ว 0-60 ไมล์ต่อชั่วโมงในภายในเวลา 2.6 วินาที และทำความเร็วได้ 430 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทำให้กลายเป็นรถที่เร็วที่สุดในโลก สมกับการปิดฉากรถรุ่นตระกูลนี้ ตามชื่อแบบ “ฟินาเล่”

อันดับที่ 4 Hennessey Venom GT ความเร็ว 435 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เฮนเนสซี เวนอม จีที ผู้โค่นล้มสถิติเจ้าแห่งความเร็วรายแรก ค่ายรถยนต์สัญชาติอเมริกา กลายมาเป็นรถที่เร็วที่สุดในโลก แทน บูกัตติ เวรอน และยังได้รับการบันทึกลงกินเนสส์บุ๊ค ในฐานะรถที่ทำความเร่งเร็วที่สุดในโลก ในช่วง 0 – 300 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในเวลาเฉลี่ย 13.63 วินาที อย่างเป็นทางการ แม้ยังไม่ได้ถูกจดว่าเป็นรถที่มีความเร็วสูงที่สุดในโลกอย่างเป็นทางการกับกินเนสส์บุ๊ค แต่หลายสายตาที่ได้เห็นจากการทดสอบบนรันเวย์กระสวยอวกาศ ของสถาบันอวกาศ เคนเนดี้ เป็นสิ่งที่บอกว่า ฟินาเล่ รถที่เร็วที่สุดในโลก ได้ถูกโค่นล้มเรียบร้อยแล้ว

อันดับที่ 3 Koenigsegg Agera RS Gryphon ความเร็ว 443 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ขุมทองคำจากสวีเดน ที่กลายมาเป็นเจ้าแห่งความเร็วที่สุดในโลก เปิดตัวครั้งแรกที่ เจนีวา มอเตอร์โชว์ ด้วยกำลังเครื่อง 1,360 แรงม้า ซึ่งเจ้าของรถชาวอเมริกันที่ซื้อไป ได้นำไปทดสอบความเร็ว เพื่อที่จะวัดว่ารถไปได้เร็วสุดเท่าไหร่ โดยทำการปิดถนนยาว 11 ไมล์ที่รัฐ เนวาดา และสถิติที่ได้คือ 457 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เกินคำการันตี จึงทำต่ำแหน่งรถที่มีความเร็วที่สุดในโลก ของ เฮนเนสซี และ บูกัตติ เวรอน ตกหล่นไปตามลำดับยุคสมัย

อันดับที่ 2 Koenigsegg Agera One:1 ความเร็ว 451 กิโลเมตรต่อชั่วโมง อาเกียรา วัน ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อฉลองครบรอบการก่อตั้งบริษัทครบ 20 ปี และได้พัฒนาให้เป็น ดิ วัน สมตามชื่อ ก้าวข้ามความเร็วอย่างบูกันติ เวรอน ถึง 20 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จึงทำให้ คอนิกเส็ก วัน กลายเป็นรถที่มีเครื่องยนต์กำลังสูงกว่า 1 เมกะวัตต์ คันแรกของโลก หรือเรียกว่า เมกาคาร์

อันดับที่ 1 Bugatti Chiron ความเร็ว 463 กิโลเมตรต่อชั่วโมง การกลับมาครั้งนี้ของบูกันติ กลับมาพร้อมกับ บูกัตติ ชิรอน รถไฮเปอร์คาร์ 1,500 แรงม้า ซึ่งวิวัฒนาการมาจาก บูกัตติ เวรอน รถที่มีความเร็วที่สุดในโลกในครั้งอดีต กลับมาเป็นค่ายรถที่ทรงพลังที่สุดในโลกยนตรกรรมอีกครั้ง  ด้วยสถิติใหม่ 463 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และการเร่งความเร็ว 0 – 400 กิโลเมตรในเวลา 42 วินาที

บัดนี้ราชาจากแดนน้ำหอมได้แสดงให้เห็นแล้วว่า ตัวเองพร้อมเร็วที่สุดในโลก ได้กลับมารับมงกุฎ นั่งบนบัลลังก์เจ้าแห่งความเร็วอีกครั้ง จะเป็นราชาจนกว่าจะมีใครหรือความเร็วใดมาแย่งชิงความเร็วบนถนนสายนี้อีกครั้ง

 

รถหรูมาแรง ประจำปี 2018

หากพูดถึงงานอดิเรกหรือของสะสม แต่ละคนอาจมีภาพในความคิดแตกต่างกัน บางคนชอบเล่นเกม Fun88 หวย บางคนแข่งรถเป็นงานอดิเรก และคงมีหลายคนที่ชอบสะสมรถหรูและชื่นชอบในความเร็ว วันนี้ขออัพเดต 3 รถหรูมาแรง ประจำปี 2018

เริ่มที่ โรลส์-รอยซ์ รถยนต์ซูเปอร์ อัลตร้า ลักเซอรี่ ที่อยู่ในใจหลายคน ที่นอกจากความหรูในทุกด้านแล้ว ยังเป็นรถที่แสดงความเป็นบิลเลี่ยนแนร์ได้เป็นอย่างดี ปี 2018 นี้ โรลส์-รอยซ์ ได้ออกโมเดลใหม่ “นิว แฟนธอม” ที่มีโครงสร้าง Spaceframe มีน้ำหนักเบา แข็งแกร่ง เงียบ ช่วยให้การขับขี่เป็นไปอย่างนุ่มนวล เครื่องยนต์ V12 ขนาด 6.75 ลิตร แบบอัดอากาศเทอร์โบคู่ แรงบิดต่ำสุด 900 นิวตัน-เมตร 1,700 รอบ/นาที ที่ให้กำลังสูงสุด 563 แรงม้า ทำให้สามารถวิ่งได้เงียบแม้ใช้ความเร็วต่ำ ไร้การกระตุกของเครื่องเมื่อเร่งความเร็ว ติดตั้งระบบส่งกำลังแบบ Satellite Aided Transmission ทำงานผสานกับเกียร์รุ่น ZF 8 สปีด มีกล้องที่ติดตั้งไว้กับกระจกหน้ารถ เพื่อให้มองเห็นถนนข้างหน้าในระยะไกล ทำให้ตัวรถสามารถปรับค่าระบบกันสะเทือนล่วงหน้า

2. Porsche 911 GT3 RS ถูกสร้างมาเพื่อเป้าหมายที่ชัดเจนคือการเป็นเจ้าสนามความเร็ว มีโครงสร้างตัวถังและระบบช่วงล่างสไตล์รถแข่ง เครื่องยนต์กระบอกสูบขนาด 4.0 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 520 แรงม้า อัตราเร่งจาก 0 – 100 กม./ชม. ภายใน 3.2 วินาที ให้ความเร็วสูงสุด 312 กม./ชม. มีระบบช่วยเลี้ยวล้อหลัง rear axle steering ออกแบบเพื่อเน้นความแม่นยำเป็นพิเศษ โครงสร้างน้ำหนักเบา โดดเด่นด้วยปีกหลังทรงสูงแบบคลาสสิก ภายในห้องโดยสาร ประกอบด้วยเบาะนั่ง full bucket seats ผลิตจากวัสดุคาร์บอนมีคุณสมบัติดีทั้งในแง่ของความปลอดภัยและประสิทธิภาพในการใช้งาน เมื่อขับขี่ด้วยความเร็วสูง แผงประตูน้ำหนักเบาติดตั้งตาข่ายยึดสัมภาระ และมือเปิดแบบ opening loops เครื่องยนต์เบนซินขนาดความจุ 4.0 ลิตร 6 สูบ กำลังสูงสุด 520 แรงม้า ส่งผลให้กำลังเพิ่มขึ้นถึง 20 แรงม้า สามารถเร่งรอบการทำงานได้สูงสุดถึง 9,000 รอบ/นาที ระบบเกียร์อัตโนมัติ 7 จังหวะ PDK

สุดท้าย Ferrari Portofino รถสปอร์ตหรู หลังคาแข็งเปิดประทุนแบบ Retractable ที่นอกจากความใหม่แล้ว ยังเป็นรุ่นที่เข้ามาแทนที่ California T อีกด้วย มีความยาวตัวถังอยู่ที่ 4,586 มม. x กว้าง 1,938 มม. x สูง 1,318 มม. มีกระจังหน้าสีดำ ช่องดักอากาศขนาดใหญ่ ชุดไฟหน้า Full-LED ทรงบูมเมอแรง ชุดไฟท้ายทรงกลมที่เป็นซิกเนเจอร์ มีเครื่องยนต์ V8 ระบบอัดอากาศ Turbocharged ความจุ 3,855 ซีซี ให้กำลังสูงสุด 600 แรงม้า 7,500 รอบ/นาที แรงบิด 760 นิวตัน-เมตร 3,000 – 5,250 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 7 สปีด Dual- Cluth อัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ใน 3.5 วินาที พร้อมความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 320 กม./ชม. พวงมาลัยพาวเวอร์ ระบบช่วงล่างแบบ Magnetorheological Damping System อัพเกรดสปริงแบบ Dual-Coil Technology เพื่อลดอาการโคลงของตัวถัง และดูดซับแรงสั่นสะเทือนจากพื้นถนน ภายในมีจออินโฟเทนเมนต์แบบสัมผัสขนาด 10.2 นิ้ว มีจอแยกฝั่งผู้โดยสาร เบาะนั่งหลังมีเนื้อที่วางขากว้างขึ้น แต่ก็ไม่น่าจะได้ใช้ประโยชน์ เพราะรถแบบนี้ คงไม่นั่งเกิน 2 คนแน่ๆ

Lamborghini รถยอดนิยมเหล่ามหาเศรษฐี ติดอันดับโลก

Lamborghini รถยอดนิยมเหล่ามหาเศรษฐี ติดอันดับโลก

                เมื่อพูดถึงรถสปอรต์หรูที่มีราคาแพงอันดับต้น ๆ ของโลก หนึ่งในนั้นก็คือรถสปอร์ตยี่ห้อ Lamborghini (ลัมโบร์กินี) วันนี้เราจะพาคุณไปรู้จักกับรถยนต์ค่ายนี้ให้ดียิ่งขึ้น และรับรองว่าข้อมูลและเกร็ดความรู้ที่เราได้นำมาบอกกัน จะทำให้คุณหายสงสัยได้ว่าทำไมรถสปอร์ตยี่ห้อนี้ ถึงได้มีราคาแพงขนาดนี้

Lamborghini (ลัมโบร์กินี) เป็นอีกหนึ่งในรถยนต์สัญชาติอิตาลี เช่นเดียวกับ Ferrari ที่ทั้งสองค่ายนี้เป็นคู่แข่งที่สำคัญกัน และได้ชื่อว่าเป็นรถที่มีความเร็วพร้อมกับความหรูในระดับเทียบเท่ากัน และด้านล่างนี้ คือ รุ่นต่าง ๆ ของรถยนต์ Lamborghini ที่เรานำมาแนะนำกัน

  • Lamborghini Aventador (ลัมโบร์กินี อะเวนตาโด) เป็นรถยนต์นั่งสมรรถนะสูง ออกแบบมาให้มีรูปทรงแบบ 2 ประตู 2 ที่นั่ง เครื่องยนต์กลางลำหลัง ขับเคลื่อน 4 ล้อ รถยนต์รุ่นนี้ได้รับการยกย่องว่าเป็นรถยนต์รุ่นที่ดีที่สุดที่ลัมโบร์กินีเคยได้ผลิตมา และถือเป็นซูเปอร์คาร์ ที่มีเครื่อง V12 ที่เป็นมิตรมากที่สุดในโลก สำหรับรถยนต์ Lamborghini Aventador ได้มีการผลิตรุ่นต่าง ๆ ออกมาวางจำหน่ายหลายรุ่น คือ รุ่นแอลพี 700-4 ซึ่งมีการผลิตออกมาจำหน่ายเพียง 4,000 คันทั่วโลกเท่านั้น, รุ่นแอลพี 700-4 โรดสเตอร์ รุ่นที่มีการออกแบบหลังคาทำจากคาร์บอนไฟเบอร์ให้สามารถเปิดประทุนได้, รุ่นอะเวนตาโด เจ รุ่นที่ไม่มีทั้งหลังคาและเครื่องปรับอากาศทำให้รถมีน้ำหนักเบาขึ้น ซึ่งรถยนต์รุ่นนี้มีราคาสูงถึง 84 ล้านบาท
  • Lamborghini Reventon (ลัมโบร์กินี เรเบนตัน) เป็นรถยนต์ที่มีราคาสูงสุดที่เปิดตัวในงานมอเตอร์โชว์ ที่กรุงแฟรงค์เฟิร์ต ประเทศเยอรมนี ในปี 2007 ด้วยสนนราคาที่ 1.5 ล้านเหรียญสหรัฐหรือ 45 ล้านบาทไทย รถยนต์รุ่นนี้เป็นรถยนต์ที่มีสมรรถนะสูงสามารถวิ่งได้ที่ความเร็วสูงสุดถึง 356 กิโลเมตรต่อชั่วโมง สำหรับแรงบันดาลใจในการออกแบบรถสปอร์ตจากค่ายลัมโบร์กินีรุ่นนี้ ก็มาจากไอเดียของเครื่องบินขับไล่ที่เร็วที่สุดนั่นเอง สิ่งสำคัญที่ทำให้เจ้ารถยี่ห้องลัมโบร์กินีมีราคาสูงก็เพราะว่า ในแต่ละรุ่นมีการผลิตรถยนต์ออกมาจำกัดจำนวน อย่างรถยนต์ลัมโบร์กีนี เรเบนตันรุ่นนี้ที่มีการผลิตออกมาเพียง 20 คันเท่านั้น นอกจากนี้ยังมีรถยนต์เรเบนตัน โรดสเตอร์ ที่ผลิตออกมาเพียงแค่ 15 คันเท่านั้น ซึ่งมีราคาคันละ 42 ล้านบาท

หากคุณชื่นชอบและเป็นสาวกของเหล่ารถสปอร์ตทั้งหลาย Autosport911 เป็นเว็บไซต์ที่ได้รวบรวมเอาเรื่องราวต่าง ๆ เกี่ยวกับรถสปอร์ต รวมถึงรถสปอร์ตรุ่นใหม่จากแบรนด์ดังระดับโลกเอาไว้อย่างมากมาย มาเสิร์ฟเป็นข้อมูลให้กับคุณแล้ว มาติดตามเรื่องราวของเรากันได้ตั้งแต่วันนี้

 

Michael Schumacher นักแข่งรถสูตรหนึ่งที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในระดับโลก

 Michael Schumacher นักแข่งรถสูตรหนึ่งที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในระดับโลก

                ไม่ว่าคุณจะเป็นแฟนของมอเตอร์สปอร์ตหรือการแข่งรถหรือไม่ก็ตาม เชื่อว่าทุกคนต้องคุ้นหู เคยได้ยินและรู้จักชื่อของ Michael Schumacher เป็นแน่ เพราะเขาคือนักแข่งรถสูตรหนึ่งหรือรถ F1 ที่ประสบความสำเร็จ จนมีชื่อเสียงโด่งดังมากที่สุดของโลกนั่นเอง เขาเป็นใคร มาจากไหน วันนี้เราได้นำเอาประวัติของนักแข่งรถเลื่องชื่อผู้นี้มาฝากกัน

ประวัติ Michael Schumacher

Michael Schumacher เป็นนักแข่งรถสูตรหนึ่งชาวเยอรมัน เกิดเมื่อวันที่ 3 มกราคม 1969 ที่สามารถคว้าแชมป์ความเร็วในสนามแข่ง ได้ครองแชมป์โลกรถสูตรหนึ่งติดต่อกันถึง 7 ครั้งในปี 2004 อีกทั้งเป็นนักแข่งที่สามารถทำรายได้สูงถึง 80 ล้านเหรียญสหรัฐอีกด้วย จุดเริ่มต้นการเข้ามาสู่สนามแข่งรถของ Michael Schumacher นั้น ถือเป็นสิ่งที่สืบต่อกันมาทางสายเลือดและเป็นกิจกรรมของครอบครัว เพราะ Michael Schumacher เริ่มแข่งรถคาร์ทบนสนามที่พ่อของเขาสร้างขึ้นมาเองในบ้านตั้งแต่อายุ 4 ขวบ หลังจากที่เขาได้ใบขับขี่ตั้งแต่อายุ 12 ปี Michael Schumacher ก็เริ่มลงแข่งรถในสนามต่าง ๆ ทั้งในประเทศเยอรมันและในทวีปยุโรปหลายรายการ จนเป็นที่รู้จักและกลายเป็นดาวรุ่งของสนามแข่งรถในที่สุด

การเข้าร่วมแข่งขันรถสูตร 1

จนมาถึงปี ค.ศ. 1991 เมื่อ Michael Schumacher อายุได้เพียงแค่ 22 ปี เขาก็ได้เข้ามาร่วมแข่งขันรถสูตร 1 หรือ Formula one เป็นครั้งแรกในรายการเบลเยียมกรังปรีซ์ ซึ่งในการแข่งครั้งแรกนี้เขารับหน้าที่เป็นแค่นักแข่งตัวสำรองเท่านั้น แต่ในครั้งนี้เมื่อเขาได้ลงแข่งเขากลับทำความเร็วได้เป็นอันดับ 7 ซึ่งเป็นการแข่งในสนามครั้งแรก ซึ่งสร้างความประหลาดใจให้กับทีมเป็นอย่างมาก จนในปีถัดมาเขาก็ได้คว้าชัยในการแข่งขันรายการแรกไปได้ และสามารถคว้าแชมป์ของการแข่งขันรถสูตรหนึ่งไปได้ในปี 1994 ซึ่งในการคว้าแชมป์ครั้งแรกนี้ Michael Schumacher เป็นนักแข่งที่อยู่ในสังกัดทีมเบเนตอง

ในปี 1996 Michael Schumacher ได้เข้ามาเซ็นสัญญาร่วมกับทีม Ferrari ค่ายรถชื่อดังจากอิตาลี ซึ่งหลังจากที่ Schumacher ได้เข้ามาร่วมทีม Ferrari เขาก็ได้ทำให้ทีมประสบความสำเร็จด้วยการคว้าแชมป์โลกไปได้หลังจากที่ Ferrari ไม่ได้ชนะในสนาม F1 มาอย่างยาวนาน และในการเข้ามาร่วมทีมกับ Ferrari Schumacher ได้คว้าแชมป์โลกติดต่อกันได้ถึง 5 สมัย ก่อนที่เขาจะลาวงการนักแข่งไปในปี 2006 เมื่อเขาอายุได้ 37 ปี หลังจากนั้นเขาก็ได้กลับมาลงแข่ง F1 อีกครั้งในปี 2010 ให้กับทีม Mercedes Benz แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จมากนัก จนได้ลาวงการนักแข่งไปอีกครั้งในปี 2012