มิคาเอล ชูมัคเกอร์ ตำนานของนักแข่งรถ

หากเอ่ยถึงนักแข่งรถที่เป็นตำนานของโลก ที่พูดชื่อขึ้นมาใครต่อใครก็ต้องรู้จัก หนึ่งในชื่อนั้นต้องมีชื่อของชูมี หรือมิคาเอล ชูมัคเกอร์อย่างแน่นอน เส้นทางการเป็นนักแข่งรถของเขาแม้ไม่ได้เริ่มต้นด้วยกลีบกุหลาบแต่ทว่าใช้ความพยายามอย่างน่าดู แม้ปัจจุบันเขาจะยังป่วยอยู่ คนทั่วโลกก็ยังคงเป็นห่วงเขาและจดจำเขาไว้ในตำนานนักแข่งรถ วันนี้เราจะพาคุณไปรู้จักกับมิคาเอล ชูมัคเกอร์ให้มากขึ้น

มิคาเอล ชูมัคเกอร์กับเส้นทางนักแข่งรถที่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ

นักแข่งรถในตำนานคนนี้ เริ่มต้นเส้นทางการเป็นนักแข่งรถในวัย 12 ปี เริ่มจากการเข้าร่วมการแข่งรถคาร์ต แต่ในวัย 12 ปีนั้นเขาไม่มีใบขับขี่ แต่ด้วยความพยายาม ไม่ท้อถอยต่ออุปสรรค ก็เลยทำให้เขาไปต่อใบขับขี่ที่ประเทศลักแซมเบิร์ก และที่น่าทึ่งไปกว่านั้นก็คือ ปีถัดมาเขาสามารถเป็นแชมป์รถคาร์ตได้ ด้วยความสนใจในเรื่องรถเป็นพิเศษ เขาจึงได้เดินไปตามเส้นทางการแข่งรถ และได้เป็นแชมป์ของรถ F3 เมื่อปีคริสตศักราช 1990 จนกระทั่งฝึกฝนฝีมือจนกลายเป็นนักแข่งรถชื่อดังก้องโลกและเป็นตำนานอย่างทุกวันนี้

อุบัติเหตุที่พลิกผันชีวิต

ในชีวิตของมิคาเอล ชูมัคเกอร์นั้นเจออุบัติเหตุสองครั้งใหญ่ ๆ และสองครั้งนั้นก็ทำให้ชีวิตของเขาพลิกผันไปมากเลยทีเดียว อุบัติเหตุแรกเกิดในระหว่างการแข่งขันที่ประเทศอังกฤษ โดยรถของเขาได้พลิกคว่ำ ทำให้เขาบาดเจ็บจากกระดูกหน้าแข้งและบริเวณน่องหัก ต้องพักฟื้นร่างกายอย่างยาวนาน จนในที่สุดเขาตัดสินใจเลิกแข่งขันไปในปี 2006 ทว่าคงเป็นมนต์เสน่ห์ของรถแข่งที่ทำให้เขาตัดไม่ขาด ในปี 2010 เขาตัดสินใจกลับมาเข้าสังกัดนักแข่งรถของเมอร์เซเดสอีกครั้ง แต่ทว่าการกลับมาครั้งนี้เขาสร้างผลงานได้ไม่ดี สุดท้ายเขาจึงตัดสินใจออกจากวงการแบบถาวร

อุบัติเหตุครั้งที่สองที่พลิกชีวิตเขาจากหน้ามือเป็นหลังมือก็คืออุบัติเหตุจากการเล่นสกี จนศีรษะของเขาบาดเจ็บเพราะกระแทกโขดหิน จากอุบัติเหตุครั้งนี้ได้ทำให้เขากลายเป็นเจ้าชายนิทรา ที่น่าแปลกใจก็คือครอบครัวของเขาพยายามอย่างยิ่งที่จะปิดข่าวว่าอาการของเขาเป็นอย่างไรบ้าง ทั้ง ๆ ที่ VWIN และคนทั้งโลกยังรักและเอาใจช่วยเขา ปรารถนาจะเห็นเขากลับมาใช้ชีวิตดังเดิมอีกครั้ง

สำหรับแฟนรถแข่งคนใดที่ยังคิดถึงเขาอยู่ และอยากจะรู้เรื่องราวของชีวิตเขาให้มากกว่านี้ ปลายปี 2019 มีภาพยนตร์สารคดีของเขาที่ชื่อว่า Schumacher แน่นอนว่าหากใครยังคิดถึง ก็จะได้ชมชีวิตเขาได้อย่างเต็มอิ่มและจุใจเลยทีเดียว แม้ไม่รู้ว่าจะมีโอกาสเห็นเขากลับมาโลดแล่นบนสนามรถแข่งอีกครั้งหรือไม่ แต่สิ่งที่คนทั้งโลกทำได้ดีที่สุดก็คือ เอาใจช่วยให้ราชานักแข่งรถคนนี้กลับมามีสุขภาพที่ดีดังเดิม

Jaguar I-PACE สปอร์ตหรูดูสง่างาม นวัตกรรมล้ำ ๆ ที่สะกดทุกสายตา

สำหรับแบรนด์รถสปอร์ตสุดหรูชั้นแนวหน้าอย่าง Jaguar นั้นถ้ามีการปล่อยรถรุ่นใหม่ออกมาต้องบอกเลยว่าถูกใจคนชอบรถหรูทุกคนแน่นอน อย่างล่าสุดทางจากัวร์ขออินเทรนด์กับกระแสรักษ์โลก จึงของัดเอาความหรูดูสปอร์ตไม่เหมือนใครมาผสานกับแนวคิดรักษ์โลก จนได้นวัตกรรมรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ที่ลงตัว อย่าง Jaguar I-PACE ที่บอกได้คำเดียวว่าแค่เห็นไกล ๆ ก็สะกดสายตาคุณได้อย่างไม่ยากเย็น

ภายนอกโฉบเฉี่ยวและทรงพลัง

Jaguar I-PACE เป็นสปอร์ต SUV แบบ 5 ที่นั่งใช้งานได้อเนกประสงค์ ที่บอกได้คำเดียวว่าแค่เห็นก็จะอดมองไม่ได้ โดยเดิมทีแล้ว Jaguar มีดีไซน์รถที่หรูหราสวยงามอยู่เสมออยู่แล้ว ส่วนรถยนต์ไฟฟ้าในท้องตลาดปัจจุบันนั้นเรื่องการดีไซน์อาจจะไม่ได้หวือหวาสักเท่าไหร่ เพราะเน้นในเรื่องการใช้งานเสียมากกว่า แต่นี่จึงต้องบอกว่าเป็นนวัตกรรมใหม่จริง ๆ เพราะ Jaguar เอาดีไซน์ที่หรูหราเป็นเอกลักษณ์ของตนเองมาใช้กับรถยนต์ไฟฟ้า ทำให้รูปลักษณ์ของ Jaguar I-PACE ดูโดดเด่นมีความโฉบเฉี่ยวขณะเดียวกันก็ดูแกร่งทรงพลังในตัวเองสมความเป็นรถสปอร์ต ถ้าวัดความยาวของตัวรถรุ่นนี้จะอยู่ที่ 4,682 มิลลิเมตร ในส่วนของฐานล้อของรถความยาวจะอยู่ที่ 2,990 มิลลิเมตร สัดส่วนดูลงตัวทีเดียว ในส่วนอื่น ๆ หากมองรวม ๆ ก็ต้องบอกว่าดูดีทุกจุด เช่นกระจังหน้า และในส่วนช่องกระจกออกแบบมาได้ลงตัวดูสง่าเอามาก ๆ เชื่อว่าใครเห็นก็ต้องชอบ

ภายในจัดเต็มด้วยมาตรฐานใหม่ที่น่าสนใจเพียบ

Jaguar I-PACE มาด้วยมาตรฐานใหม่ในขุมพลังสุดแรงและฟังก์ชันล้ำ ๆ เพียบ อย่างที่กล่าวไปรุ่นนี้เป็นรถยนต์ไฟฟ้า เมื่อชาร์จไฟจนเต็ม 1 ครั้ง ก็จะสามารถขับขี่ได้ในระยะทาง 470 กิโลเมตร กำลังของเครื่องยนต์อยู่ที่ 400 แรงม้า แรงบิดทำได้สูงไม่เบาอยู่ที่ 696 นิวตันเมตร คือ คุณสามารถทำอัตราเร่งตั้งแต่ 0 – 100 ได้ภายใน 4 วินาทีกว่า ๆ เท่านั้น ตอบโจทย์การขับขี่ยุคใหม่ที่ต้องการความแรงและประหยัดพลังงาน ซึ่งทาง Jaguar ได้ทำรีเสิร์จตลาดได้ดีทำให้เข้าใจความต้องการของคนยุคใหม่มักจะอินไปกับอะไรที่ง่าย เร็ว สะดวก แต่ดี เรียบแต่หรู ยกตัวอย่างเช่นเรื่องของไลฟ์สไตล์ การใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่มักจะต้องการอะไรที่ง่ายและลงตัว กิจกรรมความบันเทิงก็เลือกที่จะเข้ามาแพลตฟอร์มออนไลน์กันเกือบจะ 100% ซึ่งเราจะเห็นกันได้จากการรับชมความบันเทิงที่เน้นไปที่ช่องทางออนไลน์ การเติบโตของวงการพนันออนไลน์ก็สะท้อนเรื่องนี้ได้ดี อย่างเว็บไซต์พนันกีฬาออนไลน์ VWIN เป็นหนึ่งกระบอกเสียงว่าคนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับแพลตฟอร์มออนไลน์กันขนาดไหน จึงไม่แปลกที่สิ่งของเครื่องใช้ที่เกี่ยวกับไลฟ์สไตล์จะต้องออกมาให้ใช้ง่ายดูดีและขณะเดียวกันก็ต้องสอดรับกับกระแสสังคมไปด้วยในเวลาเดียวกัน และแน่นอนรถยนต์ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ด้วย Jaguar จึงให้มีการออกแบบภายใน I-PACE มาเป็นพิเศษห้องโดยสารกว้าง เหยียดแข่งเหยียดขาได้เต็มที่ และมีพื้นที่จัดเต็มสำหรับ สมาร์ทโฟน แท็บเล็ตเอาใจไลฟ์สไตล์ออนไลน์ของคนรุ่นใหม่ด้วย

Jaguar I-PACE แม้จะเป็นรถยนต์ไฟฟ้า แต่ก็ไม่ได้เสียท่วงท่ารูปลักษณ์ของรถสปอร์ตไปแต่อย่างใด สมรรถนะการขับขี่ทำได้ดี การชาร์จแบตเตอรี่ก็ได้มาตรฐานสามารถชาร์จ 0 – 80% ได้ในเวลาประมาณ 30 – 40 นาทีเท่านั้น เทคโนโลยีภายในก็มาแบบจัดเต็มเพื่อการขับขี่ที่สะดวกและปลอดภัย เรียกว่ารุ่นนี้ได้ใจคนชอบรถสปอร์ตอเนกประสงค์แน่นอน แต่ขึ้นชื่อว่า Jaguar ก็ต้องแรงเป็นธรรมดา Jaguar I-PACE มีให้เลือก 3 รุ่น ราคาก็ตั้งแต่ 5.5 – 7 ล้านใครสู้ราคาได้ก็ลองไปสัมผัสกันดู

3 บทเรียนของ BMW จากการแข่งขัน The Mexico City E-Prix

เริ่มทยอยเปิดสนามแข่งกันไปแล้วกับสังเวียนมอเตอร์สปอร์ต 2019 ที่หลายทีมก็เริ่มลงไปลองลงแข่งเพื่อทำการเทสรถค่ายของตัวเองกันมาบ้างแล้ว รวมถึง  BMW I Andretti Motosport ที่ได้ลงแข่งขันในฤดูกาลแรกของ ABB FIA Formular E Championship ซึ่งทางวิศวกรของทีม ก็ได้ออกมายอมรับและ เปิดเผยว่า ในการลงสนามแข่งครั้งนี้ถือเป็นประสบการณ์ที่ดีเยี่ยมอีกทั้งยังทำให้ทีม BMW ค้นพบสิ่งใหม่ ๆ เพื่อนำไปสู่การปรับปรุงและพัฒนารถแข่ง BMW iFE.18 ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นเพื่อให้มีความพร้อมสำหรับการลงแข่งใน

นัดต่อไป วันนี้เราจึงได้นำ 3 บทเรียนที่ทีม BMW I Andretti Motosport ได้เรียนรู้จากสนามแข่ง The Mexico City E-Prix มาฝากกัน

อุณหภูมิยางรถ

                อุณหภูมิของยางรถแข่งเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญ ในฤดูกาลแรกนี้อุณหภูมิของยางรถ BMW iFE.18 กลายเป็นปัญหาของที่วิศวกร BMW I Andretti Motosport ต้องขบคิดและหาทางแก้กันอย่างหนักเนื่องจากเลย์เอาท์ของสนามรูปแบบพิเศษในสนามแข่ง Mexico City  นั้น เป็นสนามแข่งแบบถาวร ยางมะตอยในสนามจึงมีอุณหภูมิสูงขึ้นเมื่อมีความร้อนมากขึ้น ส่งผลให้ยางล้อหลังด้านซ้ายของรถแข่ง BMW มีอุณหภูมิสูง ขึ้นตามไปด้วย

ลำดับของนักแข่ง

                การจัดลำดับก่อนหลังของนักแข่งมีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับการเข้าเส้นชัย ซึ่งจากประสบการณ์ในสนามแรกที่ผ่านมาพบว่าการจัดอันดับของนักแข่งของกลุ่ม 1 และกลุ่ม 2 ยังไม่สามารถทำเวลาได้เร็วพอที่จะสามารถคว้าชัยชนะจากการแข่งขันได้ อีกทั้งในช่วงกลางของการแข่งขันนักแข่งยังเกิดอุบัติเหตุแต่ยังโชคดีที่รถกระเด็นออกไปทางด้านหลังของสนาม และยังโชคดีที่เป็นอุบัติเหตุในช่วงกลางของการแข่งขันซึ่งก่อให้เกิดอันตรายได้น้อยกว่าช่วงเริ่มต้นของการแข่งขันมาก

การจัดการพลังงาน

                ดังสุภาษิตของการแข่งขันมอเตอร์สปอร์ตที่ว่า “To finish first, you first to finish” ซึ่งเห็นได้อย่างชัดเจนในการแข่งขัน The Mexico City E-Prix เนื่องจากรถแข่งจำนวนมากสูญเสียพลังงานไปอย่างมากในรอบสุดท้าย แต่ไม่เป็นปัญหาสำหรับทีม BMW ที่ต้องยกความดีความชอบในเรื่องของความแม่นยำในการจัดการพลังงานให้กับทีมวิศวกร ที่ทำการคำนวณพลังงานอย่างละเอียดในทุกเปอร์เซ็นต์ เพื่อให้ BMW iFE.18 สามารถจัดการพลังงานได้อย่างแม่นยำ มีประสิทธิภาพและสมบูรณ์แบบ ถือเป็นสิ่งที่ทีม BMW ทำได้ดีมากในการแข่งขันฤดูกาลแรกนี้

                ก็คงต้องติดตามกันต่อไปว่าทีม BMW จะสามารถนำประสบการณ์ที่ได้เรียนรู้ไปปรับปรุงและแก้ไขปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นในสนามต่อ ๆ ไปได้หรือไม่อย่างไร ซึ่งนอกจากทีม BMW I Andretti Motosport แล้ว ยังเชื่อว่าในการลงสนามแข่งนัดแรก ๆ ของฤดูกาลปี 2019 จะเป็นบททดสอบของรถแข่งจากค่ายและทีมอื่น ๆ ได้เป็นอย่างดีเช่นเดียวกัน 

รถสปอร์ตรุ่นใหม่ที่กำลังจะมาในปี 2020

ข้ามช็อตกันไปเลยสำหรับแฟนมอเตอร์สปอร์ต เพราะวันนี้เราได้นำเอารถสปอร์ตจากค่ายต่าง ๆ ที่กำลังจะเปิดตัวในปี 2020 มาฝากกัน

                โมเดลใหม่ทั้งหมดที่เรานำมาแนะนำในวันนี้อาจจะเป็นรุ่นที่ยังไม่คุ้นหูเท่าไหร่นักเนื่องจากเป็นโมเดลที่ยังไม่เคยมีการเปิดตัวมาก่อน จะมีรถรุ่นใหม่จากค่ายไหนจากนั้น เราไปดูกันเลย

  • 2020 Tesla Roadster รถไฟฟ้าสปอร์ตแบบคูเป้ที่จะสามารถทำความเร็วได้สูงสุดถึงที่ 250 ไมล์ต่อชั่วโมงพร้อมระยะทางการขับขี่สูงสุด 620 ไมล์สำหรับราคาเริ่มต้นที่200,000ดอลลาร์สหรัฐ เป็นการออกแบบซูเปอร์คาร์ให้เหมาะกับการใช้สอยในชีวิตประจำวันด้วยที่นั่ง 4 ที่นั่งแตกต่างจากรถสปอร์ตโดยทั่วไปที่ส่วนใหญ่มีเพียง 2 ที่นั่งเท่านั้น
  • 2020 Toyota Supra ในปี 2020 นี้โตโยต้าจะได้นำโมเดลของรถสปอร์ตรุ่น Supra มาปัดฝุ่นใหม่ เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพอีกครั้งด้วยความร่วมมือกับค่าย BMW ในการใส่เครื่องยนต์เทอร์โบอินไลน์ 3.0 ลิตรของ BMW ซึ่งให้กำลัง 335 แรงม้าและแรงบิด 365 ปอนด์ พร้อมเกียร์ระบบอัตโนมัติ 8 สปีด อีกทั้งยังมีการตกแต่งภายในที่คล้ายคลึงกับสไตล์ของ BMW ตลอดไปจนถึงการใช้ตัวควบคุม iDrive หน้าจอสัมผัสส่วนกลางและมาตรวัดดิจิตอลขนาดใหญ่เพื่อให้สามารถแสดงข้อมูลการขับขี่ได้อย่างชัดเจนและแม่นยำ
  • 2020 Ford Mustang Shelby GT500 เป็นรถสปอร์ตที่ค่ายฟอร์ดเคลมว่าจะเป็นรถที่มีประสิทธิภาพและทรงพลังมากที่ฟอร์ดเคยสร้างมา  ด้วยแรงม้าที่มากกว่า 700 แรงม้า โดดเด่นด้วยการออกแบบกระจังหน้าพร้อมโลโก้  Shelby Cobra ขนาดใหญ่ที่สามารถดึงดูดสายตาผู้ที่พบเห็นได้ในทันที
  • 2020 BMW M340i  เป็นรถสปอร์ตซีรีย์ 3 จาก BMW ที่ทรงพลังที่สุดที่เคยมีมาไม่รวมถึงรถรุ่น M3     ที่กำลังจะออกใหม่ในเร็ว ๆ นี้ ด้วยเครื่องเทอร์โบชาร์จอินไลน์ 6  ที่ให้กำลัง 382 แรงม้าและแรงบิด 369 ปอนด์ต่อฟุต ให้กำลังแรงเพิ่มขึ้นเกือบ 130 แรงม้าเมื่อเปรียบเทียบกับรถยนต์ BMW Series 3 รุ่นก่อนหน้า มาพร้อมการออกแบบดีไซน์ทั้งภายในและภายนอกที่หรูหรา พร้อมระบบเกียร์อัตโนมัติ 8 ระดับ
  • 2020 Lexus LC Convertible รถยนต์Lexus สปอร์ตแบบเปิดประทุน ที่ออกแบบมาคล้ายกับรถเก๋งแต่ต่างกันตรงที่หลังคาที่ผู้ขับขี่สามารถเลือกได้ว่าจะต้องการใช้หลังคาที่ทำจากผ้าแบบอ่อนหรือต้องการหลังคาแบบแข็ง มาพร้อมเครื่องยนต์ V8 ขนาด 5.0 ลิตรขนาด 471 แรงม้า เกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด ให้เสียงที่นุ่มนวลเมื่อทำการเร่งเครื่องแบบกะทันหัน ภายในเป็นการตกแต่งในระดับพรีเมียมที่มีความหรูหราไม่แพ้กับ Porsche 911, Mercedes-Benz GT และ Audi R8 ห้องคนขับหุ้มด้วยวัสดุคุณภาพสูงพร้อมลวดลายแกะสลักอยู่บนอะลูมิเนียมและหนังกลับเกรดพรีเมียม สำหรับราคาเริ่มต้นที่ $ 92,300

ไม่เพียงรถสปอร์ตรุ่นใหม่ 5 รุ่นที่เรามาฝากข้างต้นเท่านั้น แต่ยังมีรถอีกหลายรุ่นที่กำลังจะเปิดตัว

ในปี 2020 ซึ่งเราจะได้นำเราสเปคและรายละเอียดมาให้คุณทราบกันในตอนต่อ ๆ ไป  

Honda NSX 2019 Super Car ที่มาพร้อมระบบ Hybrid

Honda อีกหนึ่งค่ายรถสัญชาติญี่ปุ่นที่ไม่น้อยหน้าค่ายจากยุโรปและอเมริการวมถึงในเรื่องของรถสปอร์ต ซึ่งในปี 2019 นี้ Honda ก็ได้ทำการอัพเกรดรถยนต์รุ่น NSX เพื่อให้ได้สมรรถนะที่ทั้งเร็วและแรงขึ้น อีกทั้งยังเป็นรถสปอร์ตที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีไฮบริด จะน่าสนใจแค่ไหน เราไปดูรีวิวของรถรุ่นนี้กันเลย

เทคโนโลยีไฮบริด

                Honda NSX 2019 เป็น Supercar ที่วิศวกรของค่ายฮอนด้าใช้เวลาคิดค้นและทดสอบเป็นระยะเวลายาวนานเพื่อให้ได้เทคโนโลยีของเครื่องยนต์แบบไฮบริดที่มีความแรงพร้อมการขับเคลื่อนแบบ 4 ล้อ Hand Built Engine เครื่องยนต์ 3.5 ลิตร V6 Twin Turbo ที่มีขนาดเล็กและน้ำหนักเบา ตั้งอยู่ตรงกลางกับตัวถังอะลูมิเนียม ช่วยให้ประหยัดพื้นที่และช่วยควบคุมแรงดันเพื่อให้เครื่องยนต์ทำงาน ได้อย่างมีประสิทธิภาพ  ส่งพลังงาน        ผ่านคลัตช์คู่ 9 สปีดเพื่อให้เครื่องยนต์สามารถตอบสนองต่ออัตราการเร่งได้อย่างรวดเร็ว

                ส่วนของการขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าจะมาจากมอเตอร์ไฟฟ้าทางด้านหลังผสานกับชุดไฟฟ้าแบบคู่ทางด้านหน้า ทำให้ผู้ขับขี่สามารถสัมผัสถึงความสปอร์ตของซูเปอร์คาร์ได้ผ่านทางร่างกายระหว่างการควบคุมรถไม่ว่าจะเป็นขณะเบรคหรือเลี้ยว อีกทั้งยังช่วยให้รถประหยัดพลังงานได้เป็นอย่างดีในระหว่างการขับขี่ปกติบนท้องถนน อีกทั้งมีโหมดการขับขี่ ขี่แบบไดนามิกให้เลือก 4 โหมด การเปลี่ยนเกียร์สามารถทำได้อย่างรวดเร็วพร้อมกับเครื่องยนต์ที่ตอบสนองได้อย่างสมบูรณ์แบบเพื่อการขับขี่ที่ราบรื่น 

รูปลักษณ์ภายนอกและภายใน

                สีภายนอกเป็นการใช้ผิวเคลือบที่มีความมันวาวสูงเพื่อเน้นความสวยงามของรูปลักษณ์การดีไซน์ โครงถังและตัวถังผ่านกระบวนจุ่มสารพิเศษเพื่อลดการกัดกร่อนก่อนทำการลงสี ชุดแต่งทั้งสปอยเลอร์หน้า สปอยเลอร์หลัง กระโปรงล่างและท่อกระจายไอเสียด้านหลังทำจากคาร์บอนไฟเยอร์ที่มีความแข็งแรงและมีน้ำหนักเบา

                การออกแบบภายนอกภายในของ Honda NSX 2019 ออกแบบมาให้เชื่อมต่อกันแบบสมบูรณ์ทั้งที่นั่งฝั่งประตูและคอนโซลกลางเพื่อให้ผู้ขับขี่และผู้นั่งมีความปลอดภัย โดยเฉพาะที่นั่งของคนขับที่ออกแบบให้มีความสะดวกสบายเหมาะกับการขับขี่ในทุกวันและรองรับสรีระทางด้านกายภาพได้อย่างลงตัว     า

การตกแต่งภายในออกแบบให้มีสไตล์เรียบหรู พวงมาลัยหุ้มหนังออกแบบมาให้มีความเรียบเนียน       ให้สัมผัสและความรู้สึกเป็นธรรมชาติในระหว่างควบคุมการขับขี่ เบาะหนังมีความหรูหราผสมผสานระหว่างความเป็นสปอร์ตพร้อมกับประสิทธิภาพและความสะดวกสบายในการใช้งาน พร้อมการออกแบบสลักลายที่มีความสวยงามอย่างเป็นเอกลักษณ์และมีความเป็นมืออาชีพ รองรับการขับขี่ได้ทุกรูปแบบ สามารถเลือกสีของตัวถังภายนอกและเครื่องหนังภายในให้เป็นสีเดียวกันหรือเลือกใช้สีดำได้

                Honda NSX 2019 ถือเป็นรถสปอร์ตซูเปอร์คาร์จากค่ายฮอนด้าที่น่าจับตามอง ส่วนสำหรับราคาในไทยนั้นอยู่ที่ประมาณ 16 ล้านบาท ใครสนใจก็ลองหาโชว์รูมไปทดสอบความแรงกันดู

เปิดตัว Aston Martin Vantage 2019

Aston Martin เปิดตัวรถสปอร์ตรุ่นใหม่ล่าสุดกับ Aston Martin Vantage 2019 พร้อมดีไซน์ที่โฉบเฉี่ยวคงเอกลักษณ์ของการเป็นรถหรูระดับโลก ส่วนฟังก์ชั่นทั้งภายในและภายนอกจะมีความพิเศษอย่างไรบ้างนั้น เราไปดูกันเลย

สเปคโดยรวม

                Aston Martin Vantage 2019 รุ่นใหม่มาพร้อมการออกแบบดีไซน์ที่สวยงามอย่างยอดเยี่ยมและแตกต่างไปจากรูปแบบของรถยนต์สปอร์ตสัญชาติอังกฤษไปโดยสิ้นเชิง เครื่องยนต์ Twin Turbo ขนาด 4 ลิตร V8 กำลัง 503 แรงม้า ระบบอัตโนมัติ 8 สปีดแบบเกียร์เดียว แรงบิด 505 ปอนด์ต่อฟุต อีกทั้งยังมีรุ่นเกียร์ Manual 7 สปีดที่กำลังจะเปิดตัวเร็ว ๆ นี้ การควบคุมการทำงานของรถทั้งหมดเป็นระบบอิเล็กทรอนิกส์ วัสดุทั้งภายในและภายนอกมีคุณภาพสูงอีกทั้งลูกค้ายังสามารถออกแบบพร้อมตกแต่งเพิ่มเติมได้ตามที่ต้องการ พร้อมรายการของอุปกรณ์เสริมต่าง ๆ อีกมากมาย

ความโดดเด่นและสมรรถนะของเครื่องยนต์

                Aston Martin Vantage 2019 ได้ทำงานร่วมกับ Mercedes Benz เพื่อให้ได้เครื่องยนต์ที่มีสมรรถนะ V8 เทอร์โบคู่ที่ช่วยให้รถเร่งความเร็วสูงสุดได้ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงภายในเวลา 3.6 วินาที และสามารถเร่งความเร็วสูงสุดได้ถึง 313 กิโลเมตรต่อชั่วโมง คือเรื่องที่น่าทึ่ง สร้างความแข็งแกร่งพร้อมความอัตโนมัติที่ทันสมัย มีชุดเฟืองท้ายที่สามารถปรับได้ มาพร้อมกับระบบควบคุมแบบอิเล็กทรอนิกส์ มีโหมดการขับขี่ให้เลือก 3 โหมด ได้แก่ โหมด Sport, Sport Plus และ Track tailor

การตกแต่งภายในและภายนอก

                เป็นการผสมผสานการออกแบบอย่างลงตัวด้วยเทคโนโลยีแบบสปอร์ตที่มีความทันสมัยร่วมกับ Vibrant Lime Essence อัดพลังงานพิเศษเพื่อช่วยให้ตัวรถมีความเงางามพร้อมกับความเบาของคาร์บอนไฟเบอร์ สี ภายนอกที่ใช้ในการออกแบบรถรุ่นนี้เป็นการใช้สีถึง 41 เฉด โดยผู้ซื้อสามารถออกแบบสีรถที่ตัวเองต้องการได้ถึง 16 แบบ โดยเน้นโทนสีที่มีความสดใส สะดุดตา เพื่อเจาะตลาดของคนรักรถสปอร์ตรุ่นใหม่ 

 การตกแต่งภายใน

                Aston Martin Vantage 2019 เป็นรถสปอร์ต 5 ประตูด้านในประกอบด้วยคอนโซลกลาง เครื่องเสียงและวิทยุพร้อมปุ่ม HVAC และวัสดุเกรดระดับพรีเมียมไม่ว่าจะเป็นอะลูมิเนียม ปุ่มแก้ว รวมถึงหนังคุณภาพสูงที่เรียกได้ว่าดีที่สุดจาก Bridge of Weir พร้อมระบบสั่งการที่ชาญฉลาดไม่แพ้กับรถสปอร์ตจากค่าย Mercedes Benz ไม่ว่าจะเป็นระบบ Android Play และ Apple Car Play รวมถึงระบบสั่งการอื่น ๆ ภายในรถยังออกแบบมาให้สามารถใช้งานได้ง่าย เหมาะสำหรับการใช้งานของคนรักเทคโนโลยี อีกทั้งยังสามารถออกแบบเฉดสีสำหรับการตกแต่งภายในด้วยตัวเองได้ถึง 10 เฉดสีและสามารถเลือกสีของเข็มขัดนิรภัยได้ถึง 6 แบบ

                ราคาในเมืองไทยสำหรับรถรุ่นนี้อยู่ที่ 16.99 ล้านบาท ถือว่าเป็นราคาเปิดตัวที่แพงกว่ารถสปอร์ตของ Aston Martin รุ่นก่อน ๆ  แฟนรถสปอร์ตคนใดสนใจก็ลองไปชมหรือสอบถามรายละเอียดกันได้ที่โชวรูมชั้นนำทั่วประเทศ

5 รถสปอร์ตรุ่นใหม่ที่คุณก็สามารถเป็นเจ้าของได้

แฟนรถสปอร์ตหรือคนที่มีความฝันอยากจะเป็นเจ้าของรถสปอร์ตสักคันในช่วงชีวิตนี้ ความฝันเหล่านั้นจะไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป เพราะวันนี้เราได้นำเอารถสปอร์ตรุ่นใหม่ 5 รุ่น ในปี 2018-2019 ที่น่าสนใจซึ่งคุณก็สามารถเป็นเจ้าของได้มาฝากกัน

  1. Hyundai Veloster รถยนต์ VelosterGeneration ที่ 2 จากค่ายฮุนไดที่ได้มีการยกระดับขึ้นสู่ความเป็นพรีเมียมกว่ารุนแรก ด้วยเครื่องยนต์เบส 2.0 ขนาด 2.0 ลิตร 4 อินไลน์ 147 แรงม้า ขับเคลื่อนล้อหน้าแบบ Manual 6 สปีดและแบบอัตโนมัติ 6 สปีด มาพร้อมคลัทช์คู่ 3 สปีด มีให้เลือกทั้งหมด 5 รุ่น ได้แก่ Base, Premium, Turbo R-Spec, Turbo และ Turbo Ultimate ราคาเปิดตัวเริ่มตั้งแต่ 16,750 – 24,900 ดอลล่าร์สหรัฐ
  2. Ford Mustang Coupe รถสปอร์ต 4 สูบเริ่มต้นที่ความแรงตั้งแต่ 300 แรงม้า V6 ไปจนถึง V8 GT350 ที่ความแรงสูงสุด 526 แรงม้า มาพร้อมการขับเคลื่อนล้อหลัง มีให้เลือกทั้งแบบเกียร์ธรรมดา 6 สปีดและเกียร์อัตโนมัติ ได้รับการปรับปรุงสมรรถภาพของระบบกันสะเทือน ยางสำหรับหน้าร้อน ระบบเบรคและการเลี้ยว อีกทั้งยังเป็นรถรุ่นที่อยู่ในระดับ 5 ดาวของการจัดอันดับด้านความปลอดภัยอีกด้วย  
  3. Chevrolet Camaro Coupe ออกแบบมาให้เลือกทั้งแบบคูเป้และแบบเปิดประทุน ด้วยเทอร์โบชาร์จที่มีความแรงตั้งแต่ 275 แรงม้าอินไลน์ 4 ไปจนเครื่องยนต์ 650 แรงม้า V8 ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ พร้อมเกียร์ธรรมดาให้เลือกตั้งแต่ 6 สปีด 8 สปีด ไปจนถึง 10 สปีด มาพร้อมประสิทธิภาพ การจัดการและการตกแต่งภายในที่ดีเยี่ยม ไม่เพียงเท่านั้น เทคโนโลยีและอุปกรณ์ยังถูกติดตั้งด้วยระบบความปลอดภัยชั้นสูงเพื่อให้เป็นรถสปอร์ตที่เหมาะสำหรับการขับขี่และการใช้งานบนท้องถนน  
  4. Toyota 86 รถยนต์สปอร์ตจากค่ายโตโยต้าที่มาแทนที่รุ่น Scion FR-S มาพร้อมกับเครื่องยนต์ Boxer ขนาด 2.0 ลิตร มีให้เลือก 2 ขนาดคือรุ่น 156 แรงม้าเกียร์ธรรมดา 6 สปีดและรุ่น 200 แรงม้าเกียร์ 6 สปีดแบบอัตโนมัติ ระบบขับเคลื่อนแบบล้อหลังและช่วงล่างแบบสปอร์ต เพื่อการจัดการที่ยอดเยี่ยม ภายในประกอบด้วยหน้าจอแบบสัมผัสขนาด 7 นิ้วและกล้องมองหลัง นอกจากนี้ยังมีระบบพิเศษที่เรียกว่า TRD ที่ช่วยอัพเกรด ประสิทธิภาพ ของผ้าเบรครวมถึงระบบท่อไอเสีย เพื่อเน้นย้ำสมรรถนะของการเป็นรถสปอร์ตได้อย่างยอดเยี่ยม
  5. Subaru BRZ รถสปอร์ตที่ออกแบบมาให้มีลักษณะเฉพาะ มีสเปคให้เลือกตั้งแต่รุ่นเกียร์ธรรมดา 6 สปีดและเกียร์อัตโนมัติ พร้อมเครื่องยนต์ Boxer ขนาด 2.0 ลิตร 205 แรงม้า แรงบิด 165 ปอนด์ ถือเป็นอีกตัวเลือกที่น่าสนใจ สำหรับราคาเริ่มต้นที่ 25,495 – 27,645 ดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับราคาจำหน่ายในเมืองไทย ใครสนใจรุ่นไหนก็จะต้องติดตามข่าวสารและเช็คราคาที่แน่นอนกันอีกครั้งและที่สำคัญ อย่าลืมเตรียมเงินให้พร้อม รถสปอร์ตในฝันกำลังรอคุณอยู่

Sebastian Vettel แชมป์โลก 4 สมัยจากทีม Ferrari

สำหรับการแข่งขัน F1 ฤดูกาลปี 2019 นี้แน่นอนว่าชื่อของ Sebastian Vettel อดีตแชมป์โลก 4 สมัยย่อมอยู่ในลิสต์รายชื่อนักแข่งทีม Ferrari เป็นแน่ และเพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับทัวร์นาเมนต์ระดับโลกที่กำลังจะมาถึง วันนี้เราจึงได้นำเอาประวัติที่น่าสนใจของนักแข่งระดับโลกคนนี้มาฝากกัน

ประวัติความเป็นมาและจุดเริ่มต้นการเป็นนักแข่ง

                Sebastian Vettel เป็นนักแข่งรถชาวเยอรมันที่ไต่เต้ามาตั้งแต่การแข่งขันในระดับเยาวชน โดยเริ่มแข่งโกคาร์ทสมัครเล่นตั้งแต่ตอนที่มีอายุได้เพียง 3 ขวบและเข้าสู่การแข่งโกคาร์ทระดับซีรีย์ในปี 1995 เมื่อตอนที่มีอายุได้แค่ 8 ขวบ ต่อมาเขาก็ได้เข้าไปเป็นสมาชิกของทีม RedBull Junior ตั้งแต่เมื่อมีอายุได้ 11 ปี สามารถสร้างผลงานในระดับเยาวชนได้อย่างยอดเยี่ยม ได้รับรางวัล German Formular BMW Championship ปี 2004 ด้วยการชัยชนะ 18 รายการจากการแข่งขัน 20 ครั้ง ทำให้ Vettelเป็นนักแข่งอายุน้อยที่เริ่มมาจากระดับเยาวชนจนกลายเป็นนักแข่งที่ประสบความสำเร็จระดับโลกได้อย่างรวดเร็ว

ผลงานในสนาม F1   

                Sebastian Vettel เริ่มเข้าสู่วงการแข่งรถ F1 โดยการเข้าร่วมเป็นนักแข่งเพื่อทำการทดสอบรถ BMW Sauber และได้เปิดตัวเป็นนักขับให้กับทีมเป็นครั้งแรกในการแข่งขันสนาม United Grand Prix เมื่อปี 2007 โดยในครั้งนั้นเขาเป็นนักแข่งที่ถูกเปลี่ยนเพื่อขับแทน Robert Kubica ที่ได้รับบาดเจ็บในระหว่างการแข่งขัน หลังจากนั้นในการแข่งขัน Season เดียวกันเขาก็ได้เป็นนักขับร่วมกับ Toro Rosso สังกัดทีม RedBull และได้ร่วมทีมจนถึงปี 2008 ซึ่งปีเดียวกันนี้เองที่เขาได้สร้างสถิติเป็นนักขับร่วมที่อายุน้อยที่สุดที่ชนะการแข่งขันสนาม Italian Grand Prix 2008 ในขณะที่เขามีอายุได้เพียง 21 ปี

                Vettel สร้างผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในสนาม F1 และเป็นนักแข่งรถสูตร 1 ที่อายุน้อยที่สุดในโลกที่สามารถคว้าแชมป์ F1 ไปได้ในขณะที่มีอายุเพียงแค่ 23 ปี จนได้รับรางวัล World Driver’s Championship อีกทั้งยังสามารถคว้าแชมป์โลกไปได้ถึง 4 สมัยอย่างต่อเนื่องให้กับทีม Redbull ในฤดูกาลปี 2010 – 2013 ก่อนที่จะออกจากทีม RedBull ในปี 2015 เพื่อมาเซ็นต์สัญญากับทีม Ferrari              

                ปัจจุบัน Sebastian Vettel อายุ 30 ปี ได้ชื่อว่าเป็นนักแข่งรถสูตร 1 ที่ยิ่งใหญ่และประสบความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ นอกจากสถิติการเป็นแชมป์โลกที่อายุน้อยที่สุดแล้ว เขายังถูกจัดอยู่ในอันดับ 3 ของนักแข่งที่เข้าเส้นชัยเป็นอันดับแรกในทุกสนาม และยังคงเซ็นต์สัญญากับทางเฟอรรารี่ไปจนถึงสิ้นปี 2020 สำหรับในปี 2019 นี้เขาจะทำผลงานได้ดีแค่ไหนแฟน ๆ ก็ต้องติดตามกันดู

รถแข่งที่คาดว่าจะทำความเร็วได้ดีขึ้นจากกฎใหม่ของ F1 2019

สืบเนื่องจากการปรับปรุงกฎการแข่งขันของ F1 ในปี 2019 นี้ ฝ่ายเทคนิคที่จัดการแข่งขันได้มีการคาดการณ์ถึงรถแข่งที่จะสามารถปรับปรุงสมรรถนะเพื่อให้สามารถขับขี่ได้เร็วกว่าเดิม แม้หลายฝ่ายจะคาดการณ์ตรงกันข้ามว่ากฎใหม่ที่ออกมาจะส่งผลให้รถแข่งทั้งหลายมีความเร็วช้าลงก็ตาม เพราะฉะนั้นเรามาดูกันว่ารถจากค่ายไหนที่มีโอกาสโชว์ฟอร์มได้ดีขึ้นกว่าเก่าในฤดูกาลหน้า

Ferrari จ้าวแห่งความเร็ว

                ขณะนี้ทีม F1 ได้เริ่มทำการทดสอบเพื่อคาดการณ์ผลที่เกิดขึ้นจากการปรับปรุงกฎใหม่ของรถแข่ง ซึ่งได้ผลลัพธ์ออกมาว่ารถแข่งทั้งหลายมีโอกาสที่จะทำความเร็วต่อรอบได้ช้ากว่าสถิติของปี 2018 เป็นเวลา 2 วินาที

                ล่าสุด Mattia Binotto หัวหน้าทีมเฟอร์รารี่ได้กล่าวในงานเปิดตัวรถยนต์ในปี 2019 ของทีมเมื่อต้นเดือนนี้ว่า ทีมเฟอร์รารี่มีการคาดการณ์ว่าการเปลี่ยนกฎดังกล่าวจะทำให้เกิดผลกระทบต่อรถแข่งของทีม Ferrari เป็นเวลา 1.5 วินาทีต่อรอบ ซึ่งผลดังกล่าวเกิดขึ้นจากการทดสอบในครั้งแรก แต่อย่างไรก็ตามจากการทดสอบครั้งล่าสุดที่ผ่านมาพบว่าการเปลี่ยนกฎดังกล่าวไม่ก่อให้เกิดผลกระทบกับความเร็วของเฟอร์รารี่แต่อย่างใด อีกทั้งรถแข่งยังสามารถทำความเร็วได้เทียบเคียงกับสถิติเมื่อ 12 เดือนที่ผ่านมาอีกด้วย ซึ่งทีมสามารถเห็นความแตกต่างได้อย่างชัดเจนจากฝีมือการขับของ Lewis Hamilton ในการทดสอบช่วงสัปดาห์สุดท้ายที่บาร์เซโลนาซึ่งสามารถทำความเร็วได้ดีขึ้น 

โอกาสของ Renault

                นอกจากทีม Ferrari แล้ว Nick Chester หัวหน้าฝ่ายเทคนิคของ Renault ยังคาดการณ์ว่ารถแข่งของทีมในฤดูกาลปี 2019 ที่กำลังจะมาถึงนี้จะสามารถทำความเร็วได้ดีกว่าผลงานในปี 2018 โดยทางทีมคาดว่าในการทดสอบสัปดาห์หน้ารถแข่งจะสามารถทำเวลาได้ดีขึ้นเนื่องจากการปรับปรุงสมรรถนะบางอย่าง

จากการทดสอบครั้งล่าสุดพบว่าในช่วงท้ายของการ Test รถของทีม Renault สามารถทำความเร็วได้ดีว่าผลงานในช่วงท้ายของปี 2018 ในขณะเดียวกันทางทีมวิศวกรก็ยังคงพยายามที่จะแก้ไขข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นในทุกรายละเอียด โดยเฉพาะเรื่องของกฎใหม่ที่ส่งผลทำให้รถเสียน้ำหนักไปเล็กน้อยจนเกิดผลกระทบทำให้เสียสมดุล ซึ่งเชื่อว่าปัญหาข้อนี้เป็นสิ่งที่หลายทีมก็ล้วนต้องเจอและต้องแก้ไขเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นสิ่งสำคัญก็คือทีมจะต้องเรียนรู้ข้อผิดพลาดและแก้ไขโดยเร็วที่สุด กฎใหม่ที่ออกมาในครั้งนี้ถือเป็นการพิสูจน์ฝีมือและเป็นความท้าทายครั้งยิ่งใหญ่อีกครั้งของทีมวิศวกร Renault เลยก็ว่าได้

                จากการเปลี่ยนกฎใหม่ของการแข่งขัน F1 ในปี 2019 ส่งผลให้แต่ละทีมต้องปรับปรุงรถแข่งกันยกใหญ่ก็ต้องติดตามกันต่อไปว่าทีมวิศวกรและฝ่ายเทคนิครวมถึงนักแข่งของทีมไหนจะสามารถโชว์ฟอร์มเพื่อรับการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ได้ดีที่สุด

Mercedes เปลี่ยนปีกหน้ายกชุดเตรียมพร้อมรับการแข่งขัน F1 ฤดูกาล 2019

สืบเนื่องจากการออกกฎของคณะกรรมการแข่งขัน Formular 1 ในปี 2019 ที่มีข้อกำหนดเกี่ยวกับการจัดการกระบวนการไหลของอากาศ (Airflow) ด้านหน้าของรถที่ต้องมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นทำให้ทีมต่าง ๆ ต้องพากันปรับปรุงรถแข่งของตัวเอง รวมถึงทีม Mercedes ก็เช่นเดียวกัน

Mercedes เตรียมพร้อม เปลี่ยนปีกหน้ายกชุด

                สำหรับการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ Mercedes กล่าวว่า ถือเป็นแนวคิดที่ดีในการจะเปลี่ยนปีกหน้าให้ออกมาคล้ายกับคอนเซ็ปต์ของ Ferrari และคงต้องใช้ระยะเวลาอีกหลายเดือนกว่าจะเสร็จ แต่ก็ยอมรับว่านี่จะเป็น

การเปิดกว้างเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าเดิม

                “คุณต้องมีใจที่เปิดกว้าง” หัวหน้าทีมของ Mercedes กล่าวล่าสุดในงานอีเว้นท์ของ Petronas ที่ Mercedes ร่วมเป็นสปอนเซอร์ อีกทั้งยังกล่าวต่อว่าทีมของเขายังมีปรัชญาการออกแบบที่แตกต่างจากทีมอื่น ๆ เพราะถ้าทุกคนเปิดใจในสิ่งที่คนอื่น ๆ ทำ รวมถึงทุกคนในทีมสามารถทำตามหน้าที่ของตัวเองได้ดีขึ้น นั่นหมายถึงว่าเราจะสามารถนำสิ่งที่ได้รับการปรับปรุงพัฒนามาใส่รถและทำการทดลองเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้นได้ ซึ่งแน่นอนว่าการเปลี่ยนปีกหน้าที่ต้องเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนพลศาสตร์และมาตราส่วนของรถนั้นย่อมไม่ใช่แค่การใช้เวลาเป็นวันหรือสัปดาห์แต่ต้องอาศัยการทำงานร่วมกันเป็นเดือนเลยทีเดียว

                Timeline การเปลี่ยนปีกหน้าของ Mercedes ในครั้งนี้คาดว่าต้องใช้เวลาอีกหลายเดือนหลังจากได้คอนเซ็ปต์ เนื่องจากการจะพัฒนาปีกหน้าที่มีความแตกต่างจากรูปแบบเก่าอย่างสิ้นเชิงให้สามารถใช้งานได้นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย อีกทั้งทีมยังมีความพยายามที่จะใช้แรงดันเพื่อให้ล้อรถดันออกมาด้านนอกมากที่สุดเพื่อให้ได้ดีไซน์และการขับเคลื่อนที่ดีที่สุด รวมถึงการออกแบบเพื่อให้เกิดความสมดุลขึ้นเพียงเล็กน้อยก็มีส่วนที่จะทำให้รถยนต์สามารถทำงานได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งแต่ละเงื่อนไขนั้นสามารถเกิดขึ้นได้ด้วยโซลูชั่นที่แตกต่างกัน  

ความคืบหน้าของทีมอื่น ๆ    

ในขณะที่ Mercedes และ Red Bull เลือกใช้การออกแบบปีกหน้าด้วยดีไซน์ที่ดูเหมือนจะกลับไปสู่ความดั้งเดิมมากขึ้น แต่ทีมอย่าง Ferrari และ Alfa Romeo กลับทำสิ่งที่แตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิงคือการออกแบบขอบด้านนอกของปีกด้านหน้าให้เอียงไปทางด้านท้ายมากที่สุด โดย Ferrari ได้เริ่มทำการทดสอบปีกหน้าใหม่ที่มีความแข็งแกร่งนี้ตั้งแต่ฤดูกาลที่แล้ว ส่วน Toyota ซึ่งเห็นว่าทีมของตัวเองทำได้ดีมากแล้วในช่วงหลายปีที่ผ่านมาก็กำลังพิจารณาถึงความเป็นไปได้ที่จะทำให้รถแข่งของตัวเองมีสมรรถนะที่ดีขึ้นกว่าเดิม

หลังจากการเปลี่ยนแปลงปีกหน้าของ Mercedes, Red Bull, Ferrari, Alfa Romeo และ Toyota รวมถึงทีมอื่น ๆ เสร็จเรียบร้อยแล้วแฟน ๆ ออโต้สปอร์ตก็คงต้องรอดูว่าผลลัพธ์และผลงานของทีมใดจะเด็ดกว่ากัน