BMW 8 series Gran Coupe รถสปอร์ตมาแรงที่น่าจับตามองในปี 2019

หนึ่งในค่ายรถสปอร์ตที่ผู้ขับขี่สามารถซื้อมาใช้ขับบนท้องถนนได้ก็คือ BMW ที่ตอนนี้ได้เตรียมความพร้อมสำหรับการเปิดตัวรถรุ่นใหม่ที่น่าสนใจสำหรับปีหน้ากันเรียบร้อยแล้ว วันนี้เราจึงได้นำเอารถยนต์สปอร์ตสุดหรู BMW 8 series Gran Coupe รุ่นใหม่ปี 2019 มารีวิวถึงสมรรถนะทั้งภายในและภายนอกให้คนที่กำลังเลือกเล็งอยากได้รถสปอร์ตคันใหม่ได้พิจารณากัน

สเปคและรูปลักษณ์ภายนอก

                BMW 8 series Gran Coupe รุ่นใหม่ปี 2019 ได้รับการเปิดตัวเป็นครั้งแรกเรียบร้อยแล้วที่งานมอเตอร์โชว์ที่จัดขึ้นที่กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยในครั้งนี้เราได้เห็นการปรับโฉมครั้งใหม่ของรถรุ่นนี้ด้วยการออกแบบตะแกรงโครเมียมขนาดใหญ่เป็นโครงด้านนอก ขนาบข้างด้วยไฟหน้า LED แบบเพรียวบางที่มีเอกลักษณ์ในแบบฉบับของ BMW โดยเฉพาะ กันชนด้านล่างออกแบบมาในโมเดล M850i พร้อมระบบทำความเย็นแบบพิเศษที่ส่งตรงไปยังเครื่องยนต์และระบบเบรก

รถยนต์ BMW 8 series Gran Coupe 2019 จะให้คุณเข้าถึงสัมผัสของ BMW Series 8 อย่างแท้จริง ด้วยความยาวของตัวรถถึง 5 เมตร ทำให้ขนาดของประตูหลังค่อนข้างใหญ่ช่วยให้คนนั่งมีความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น ไม่เพียงเท่านั้นเพื่อความปลอดภัยให้สามารถรองรับตัวรถที่มีโครงสร้างขนาดใหญ่ได้ รถคันนี้ยังมีล้ออัลลอยด์ที่มีขนาดใหญ่ถึง 20 นิ้วด้วย

การตกแต่งภายใน  

                BMW 8 series Gran Coupe ถูกออกแบบมาให้ผู้ขับขี่ใช้งานได้อย่างง่ายดาย รวมถึงความสะดวกสบายสำหรับผู้โดยสารที่นั่งข้างหลัง รวมถึงขนาดภายในที่ออกแบบให้มีความกว้างขวางรองรับทุกอิริยาบถของผู้โดยสารได้เป็นอย่างดี ไม่คับแคบเหมือนรถสปอร์ตรุ่นอื่น ๆ พร้อมหน้าต่างบานเล็กด้านข้าง จอควบคุมด้านหน้ามีขนาดใหญ่พร้อมฟังก์ชั่นการใช้งาน iDrive Control เพื่อให้คนขับสามารถควบคุมการทำงานต่าง ๆ และสามารถมองเห็นสถานะต่าง ๆ ของรถได้  

ศักยภาพที่เหนือกว่า

                ปิดท้ายด้วยเรื่องของสมรรถนะ รถยนต์สปอร์ต BMW 8 series Gran Coupe คันนี้จะมีให้เลือกทั้งแบบเครื่องยนต์เบนซินและดีเซล พร้อมกระปุกเกียร์แบบอัตโนมัติ 8 สปีด ควบคู่กับระบบขับเคลื่อน 4 ล้อและพวงมาลัยแบบ 4 ล้อเช่นเดียวกัน โมเดล M850i ให้ประสิทธิภาพสูงสุดด้วยเครื่องยนต์ V8 ขนาด 4.4 ลิตรแบบเทอร์โบชาร์จเจอร์ความแรง 530 แรงม้า เพียงพอที่จะทำให้รถเก๋งขนาดใหญ่สามารถเร่งเครื่องจาก 0-62 ไมล์ต่อชั่วโมงได้ในเวลาไม่กี่วินาที ด้วยแรงบิด 1,800 รอบต่อนาที และเนื่องจากการโหลดที่ต่ำลงทำให้รถยนต์สปอร์ตของ BMW รุ่นนี้สามารถประหยัดเชื้อเพลิงได้ 28.3 mpg

สำหรับราคาของ BMW 8 series Gran Coupe 4 ประตูคันนี้จะอยู่ที่ประมาณ 80,000 ปอนด์ ซึ่งหากจะเปรียบเทียบกับคู่แข่งในแวดวงรถสปอร์ตด้วยกันก็สามารถเทียบได้กับ Porsche Panama และ Mercedes CLS รุ่นไฮเอน สำหรับในประเทศไทย ราคาจะเปิดตัวที่เท่าไหร่ คงจะต้องติดตามกันอีกครั้งในช่วงกลางปี 2019

Lewis Halmilton แชมป์ F1 อายุน้อยที่สุดในโลก

เมื่อพูดถึงชื่อของนักแข่งรถสูตร 1 ที่มาแรงที่สุดในตอนนี้จะเป็นใครไปไม่ได้ ก็คงต้องเป็นแชมป์ F1 คนล่าสุดที่สามารถคว้าถ้วยรางวัลให้กับทีม Mercedes ไปได้ วันนี้เราจึงจะพาไปคุณรู้จักกับ Lewis Halmilton นักแข่งรถชาวอังกฤษที่ได้ชื่อว่าเป็นแชมป์ F1 ที่อายุน้อยที่สุดในโลก

ทำความรู้จักกับ Lewis Halmilton      

                Lewis Halmilton เป็นนักแข่งรถชาวอังกฤษ ปัจจุบันอายุ 33 ปีที่ทำสถิติคว้าแชมป์โลกในการแข่งขันรถสูตร 1 ให้กับทีม Mercedes AMP Petrrnas ได้ถึง 5 ครั้งจนเขาได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในนักแข่งที่ดีที่สุดและอายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์วงการการแข่งรถ

จุดเริ่มต้นการเป็นนักแข่ง

Lewis Halmilton เกิดและโตที่เมือง Stevenage, Hertfordshire ใกล้กับกรุงลอนดอนประเทศอังกฤษ โดยเขาได้เริ่มสนใจเรื่องการแข่งรถตั้งแต่ตอนที่พ่อเขาซื้อรถแข่งบังคับวิทยุให้ตอนอายุ 6 ขวบ ต่อด้วยการเริ่มขับรถโกคาร์ทและเริ่มเข้าสู่วงการการแข่งรถโดยการสนับสนุนของบิดา Halmilton ได้เริ่มเข้าแข่งขันโกคาร์ทตั้งแต่ปี 1993 คือตอนที่เขามีอายุแค่เพียง 8 ขวบและได้แชมป์อันดับ 1 หลังจากนั้น 2 ปีต่อมาเขาก็ได้เข้าไปเสนอตัวเองกับทีม McLaren โดยเขาเชื่อว่าวันหนึ่งเขาจะได้มีโอกาสเข้าร่วมทีมและขับรถของ McLaren คว้าแชมป์ได้ เมื่อเขาอายุได้ 12 ปี  ทักษะการขับขี่ของเขาก็ดีขึ้นเรื่อย ๆ และสามารถคว้าแชมป์ในรายการ Junior Yamaha ไปได้ในฤดูกาล 1997 และ 1998 จน McLaren เห็นความสามารถและได้เรียก Halmilton เข้าไปร่วมทีมและได้เซ็นต์สัญญาเป็นนักแข่งของ McLaren จนต่อมาก็ได้ไต่เต้าขึ้นเป็นนักแข่ง Formala 1 ของทีม McLaren ในที่สุด

เส้นทางสู่ความสำเร็จ

                ปี 2007 เป็นปีแรกที่ Halmilton ลงเป็นนักแข่งให้กับ McLaren ในสนามแข่งฟอร์มูล่าวัน โดยเขาสามารถเอาชนะได้ในสนาม Canadian Grand Prix ซึ่งถือเป็นชัยชนะครั้งแรกของเขาในการแข่งขัน Formula 1 จนต่อมาในปี 2008 เขาก็ได้พัฒนาความสามารถที่ต้องทำให้คนทั้งโลกได้ทึ่งเนื่องจากเขาได้ทำสถิติคว้าแชมป์ฟอร์มูล่าวันที่มีอายุน้อยที่สุดในโลกมาครองในฐานะนักแข่งของทีม McLaren จนกระทั่งปี 2013 Halmilton ได้ย้ายมาเข้าร่วมทีมกับ Mercedes และสามารถคว้าแชมป์ให้กับทีม Mercedes ได้ อีกทั้งสามารถรักษาอันดับแชมป์ไว้ได้ในปี 2014 และปี 2015 และสามารถกลับมาคว้าตำแหน่งอันดับ 1 ของโลกได้ในปี 2017 และปี 2018 ซึ่งเป็นปีล่าสุด ถือเป็นนักแข่งที่มีอายุน้อยที่สุดที่สามารถคว้าแชมป์ให้กับทีม Mercedes ได้ถึง 5 ครั้ง จนได้รับการจารึกว่าเป็นนักแข่งรถที่ดีที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์การแข่งขัน Formula 1

สำหรับฤดูกาลปี 2019 ที่กำลังจะมาถึง  Halmilton ก็จะยังคงเป็นนักแข่งให้กับทีม Mercedes และได้มีการต่อสัญญาไปจนถึงปี 2020 ซึ่งเขาเชื่อว่าจะสามารถคว้าแชมป์และรักษาตำแหน่งแชมป์โลกเอาไว้ได้อีกครั้ง

รวมเหตุการณ์ยอดเยี่ยมและยอดแย่จากสนามแข่ง F1 ปี 2018

ปิดฉากกันไปแล้วกับการแข่งขัน Formula 1 ฤดูกาล 2018 ที่มีทั้งความตื่นเต้นและสามารถรักษาเอกลักษณ์และมาตรฐานการเป็นทัวร์นาเมนท์การแข่งขันรถทัวร์นาเมนท์สูงสุดระดับโลกเอาไว้ได้เป็นอย่างดี โดยในปีนี้ Lewis Hamilton จาก Mercedes สามารถคว้าแชมป์ F1 ไปได้ วันนี้เราจึงได้นำเอาเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ทั้งยอดเยี่ยมและยอดแย่มาฝากกัน

นักแข่งที่ดีที่สุด

                จากผลงานของ Hamilton ที่ Monza ที่เขาสามารถสร้างความกดดันให้กับ Kimi Raikkonen และ Sebastian Vettel ในตักแรกจาก 3 ตาราง ที่เมื่อ Vettel ได้ทิ้งช่องว่างไว้ที่เลนด้านซ้าย ทำให้ Hamilton สามารถแทรกเข้าไปในเลนที่ว่างเพื่อหาโอกาสการแซงได้ หลังจากนั้น Hamilton ก็ไล่บี้ Raikkonen อย่างหนักก่อนจะต้องพัก เนื่องจากยางรถทำงานหนักเกินไป แต่ก็สามารถกลับมาลงสนามได้อย่างรวดเร็วและสามารถแซง Raikkonen ได้ในที่สุด

รายการแข่งขันที่ดีที่สุด

                Italian Gran Pix ถือเป็นรายการแข่งขันที่ดีที่สุดของปี 2018 เนื่องจากให้ความรู้สึกของบรรยากาศการแข่งขันในอดีตกลับมาอีกครั้ง

รถแข่งที่ดีที่สุด

Mercedes และ Ferrari ถือว่ายังคงสูสีทั้งในด้านของตัวรถและเครื่องยนต์ แต่จากการคว้าแชมป์ของ Mercedes ครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า Mercedes สามารถทำความเร็วได้ดีกว่า Ferrari 0.124 วินาที ในขณะที่ Ferrari ก็ยังคงโต้แย้งว่ายังไง Ferrari ก็เป็นรถที่ทำความเร็วได้ดีกว่า Mercedes อยู่แล้ว หรือว่าผลงานในครั้งนี้ต้องยกให้เป็นความสำเร็จและความดีความชอบของนักแข่งอย่าง Hamilton เพราะฤดูกาลนี้ถือเป็นฤดูกาลที่ดีที่สุดของเขาเลยก็ว่าได้

การตัดสินใจที่ดีที่สุด

                การตัดสินใจที่ดีที่สุดจากทัวร์นาเมนท์นี้ก็คือการที่ Ferrari เลือก Charles Leclerc สำหรับการแข่งขันในปี 2019 เพราะเขาสามารถโชว์ฟอร์มได้ดีมาก ถึงแม้ว่าในช่วงแรกอาจโชว์ฟอร์มได้แบบสั่นคลอนเล็กน้อย แต่พอจบฤดูกาลผลงานของเขาก็ถือว่าทำได้ดีเป็นนักแข่งที่มีข้อบกพร่องน้อยมาก และเชื่อว่าการแข่งขันกับ Vettle ในปีหน้าคงจะต้องมันส์และได้ลุ้นกับแบบหืดขึ้นคออย่างแน่นอน

ความผิดพลาดที่แย่ที่สุด

ความผิดพลาดที่แย่ที่สุดสำหรับฤดูกาล 2018 ก็คือการที่ Sebastian Vettle โดยแซงจากการนำในการแข่งขัน German Grand Prix ซึ่งเป็นบ้านเกิดของตัวเอง ซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนี้ถือเป็นเรื่องที่ทำให้อดีตแชมป์โลก 4 สมัยเสียหน้ามากที่สุด และเป็นความผิดพลาดที่นำไปสู่ชัยชนะของ Hamilton ที่ทั้ง Vettle และทีม Ferrari ไม่สามารถกู้หน้าและคว้าถ้วยกลับมาครองได้

การตัดสินใจที่ผิดพลาดที่สุด

การตัดสินใจที่ผิดพลาดที่สุดก็คือการที่ทีม Ferrari ส่งรถออกผิดอันดับในการแข่งขัน Italian Grand Prix ทั้ง ๆ ทำให้ Vettle ที่น่าจะเป็นผู้นำและเอาชนะไปในสนามนี้ได้ แต่กลับต้องเสียตำแหน่งให้ Hamilton  และพลาดโอกาสการได้แชมป์ไปในที่สุด

สำหรับฤดูกาลหน้าก็คงต้องติดตามกันว่า Ferrari จะกลับมาทวงบัลลังก์แชมป์สนาม F1 ได้หรือไม่

อเล็กซานเดอร์ อัลบอน นักแข่งรถสัญชาติไทยที่จะได้ลงสู้ศึก F1 ฤดูกาล 2019

อีกหนึ่งความภาคภูมิใจของคนไทย ที่วันนี้เราได้มีนักแข่งรถสัญชาติไทยที่จะได้ไปลงสู้ศึกในสนามแข่งรถที่ใหญ่และเป็นอันดับ 1 ของโลกนั่นก็คือการแข่งรถฟอร์มูล่า 1 “อเล็กซานเดอร์ อัลบอน” คนนี้เป็นใคร เราจะพาคุณไปทำความรู้จักกับเค้าคนนี้กัน

ทำความรู้จักกับอเล็กซานเดอร์ อัลบอน       

                อเล็กซานเดอร์ อัลบอนเป็นนักแข่งรถลูกครึ่งไทย-อังกฤษ เกิดที่กรุงลอนดอนปัจจุบันอายุ 22 ปี ซึ่งล่าสุดได้เข้าร่วมการแข่งขันรถ FIFA Formula 2 Championship ฤดูกาล 2018 และได้เซ็นต์สัญญากับ Toro Rosso สำหรับการแข่งขัน Formula One World Championship ฤดูกาล 2019 เรียบร้อยแล้ว

จุดเริ่มต้นของการเป็นนักแข่ง

จุดเริ่มต้นการแข่งรถของอัลบอนเกิดขึ้นตั้งแต่เขาอายุยังน้อยโดยเริ่มจากการเป็นนักแข่งรถโกคาร์ทตั้งแต่ปี 2006 – 2010 และถือเป็นนักแข่งที่ประสบความสำเร็จในรายการแข่งขันมากมาย ได้แก่ รายการ Super  Honda National Championship ตั้งแต่ปี 2006 -2009 มาจนถึงรายการ 2010 European Championship โดยได้รับการสนับสนุนจากพ่อซึ่งเคยเป็นอดีตนักแข่งรถเช่นเดียวกัน หลังจากนั้นเขาก็ได้ก้าวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของทีม Red Bull Junior ในปี 2012 และได้รับการเลื่อนขั้นให้เป็นนักแข่งสำหรับฤดูกาล Eurocup Formula Renault 2.0 2012 และเข้าเส้นชัยเป็นอันดับที่ 38 จากทั้งหมด 49 คัน หลังจากนั้นในปี 2015 อัลบอนก็ได้ย้ายมาลงแข่งในสนามที่ใหญ่ขึ้นคือ European Formula 3 แล้วแสดงความสามารถเข้าเส้นชัยเป็นอันดับที่ 7 หลังจากนั้นอีก 1 ปีต่อมาอัลบอนก็ได้เซ็นต์สัญญากับ ART ในการแข่งขัน GT3 Series และได้แชมป์โดยเขาทำหน้าที่เป็นนักแข่งคนที่ 2 ของทีมและล่าสุดในปี 2018 เขาก็ได้เข้าร่วมการแข่งขัน FIFA Formula 2 Championship และเข้าเส้นชัยเป็นอันดับที่ 10 ซึ่งถือเป็นผลงานที่ไม่เลวสำหรับการเข้าร่วมแข่งขันเป็นปีแรก และได้ทำการเซ็นต์สัญญาเพื่อร่วมเป็นหนึ่งในนักแข่งของทีม Nissan edams สำหรับการแข่งขัน Formula E ฤดูกาล 2018-2019

การเซ็นต์สัญญาเพื่อร่วมแข่งรถสูตรหนึ่ง

                เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2561 ที่ผ่านมาได้รับการยืนยันว่าอัลบอนได้รับการปล่อยตัวจากสัญญาของ Nissan edams ที่เซ็นต์ไว้และในวันเดียวกันนั้นเองเขาก็ได้เซ็นต์สัญญาเข้าร่วมทีมกับ Toro Rosso เพื่อลงแข่งขันในสนาม Formula 1 ฤดูกาล 2019 อย่างเป็นทางการเรียบร้อยแล้ว ซึ่งถือเป็นการกลับมาร่วมงานกับสปอนเซอร์หลักอย่าง Red Bull อีกครั้ง

การเซ็นต์สัญญาครั้งนี้ทำให้อเล็กซานเดอร์ อัลบอนถือเป็นนักแข่งสัญชาติไทยคนที่ 2 ที่สร้างประวัติศาสตร์การลงแข่งในสนามรถสูตร 1 ถือเป็นความภูมิใจของชาวไทยที่มีนักแข่งสามารถก้าวสู่ทัวร์นาเมนท์การแข่งรถระดับโลกได้ ใครเป็นแฟนมอเตอร์สปอร์ตก็อย่าลืมคอยเชียร์และเป็นกำลังใจให้กับอเล็กซานเดอร์ อัลบอน หนุ่มลูกครึ่งไทยอังกฤษคนนี้กันด้วย

Ford GT และ Ford Mustang GT ความสำเร็จของรถยนต์สปอร์ตจากค่ายอเมริกัน

อีกหนึ่งค่ายรถจากอเมริกันที่ไม่ทำให้วงการรถสปอร์ตผิดหวังก็คือ ค่ายฟอร์ด กับรถทั้ง 2 รุ่นคือ Ford GT และ Ford Mustang GT ที่รถทั้ง 2 รุ่นได้รับการยอมรับในเรื่องของสมรรถนะและความสามารถ แต่ก็ยังมีหลายคนที่กำลังสงสัยว่ารถทั้ง 2 รุ่นนี้มีความแตกต่างกันยังไง เพราะดูเหมือนจะใกล้เคียงกันเหลือเกิน

Ford GT การกลับมาอีกครั้งของรถสปอร์ตจากค่ายฟอร์ด

ในปี 1966 ฟอร์ดได้มีการเริ่มผลิตรถสปอร์ตรุ่นแรกที่ชื่อว่า GT40 ขึ้นเพื่อใช้ในการแข่งขันซึ่งในครั้งนั้นซึ่งยังคงเป็นรองค่ายรถสัญชาติอิตาลี ซึ่งก็คือเฟอร์รารี่ ต่อมา ฟอร์ด GT ก็ได้ฟื้นคืนชีพกลับมาช่วงสั้น ๆ ในปี 2004 กับรถซูเปอร์คาร์ขนาดกลาง จนต่อมาในปี 2016 ค่ายฟอร์ดก็ได้ปลุกสมรรถนะและความสามารถกลับของรถสปอร์ตขึ้นมาอีกครั้งเนื่องในโอกาสครบรอบ 50 ปีของการผลิตรถสปอร์ตครั้งแรก

ปัจจุบัน Ford GT เป็นการพัฒนาโครงสร้างและสมรรถนะทั้งภายในและภายนอก โดยโครงสร้างภายนอกและแผงตัวถังทำมาจากวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ ปีกหลังสามารถปรับให้สูงขึ้นและต่ำลงได้เพื่อช่วยหยุดรถ เครื่องยนต์ V6 ขนาด 3.5 ลิตร กำลัง 647 แรงม้าพร้อมแรงบิด 550 ปอนด์-ฟุต ทำให้รถสปอร์ตคันนี้สามารถวิ่งได้ด้วยความเร็วสูงสุดที่ 216 ไมล์ต่อชั่วโมง ถึงแม้เสียงจะไม่กระหึ่มและมีเสน่ห์เท่าที่ควรก็ตาม

อัตราการเร่งที่รวดเร็วทำให้  Ford GT เป็นรถสปอร์ตที่สามารถตอบสนองการเร่งของผู้ขับขี่ได้อย่างรวดเร็วและฉับพลันอย่างหาได้ยากในรถซูเปอร์คาร์รุ่นอื่น ๆ อีกทั้งผู้ขับขี่ยังสามารถตั้งค่าโหมดเพื่อให้สามารถควบคุมการขับขี่ให้สะดวกสบายมากขึ้นได้อีกด้วย ถึงแม้ว่าการตกแต่งภายในจะไม่ได้หรูหราเหมือนรถสปอร์ตรุ่นอื่น ๆ ก็ตาม

Ford Mustang GT

สำหรับฟอร์ดมัสแตง เป็นการปรับปรุงและพัฒนาศักยภาพจากสิ่งที่ Ford GT ขาด ได้แก่ เสียงของระบบเกียร์ที่ผู้ขับขี่หลายคนอยากให้ GT มี ซึ่งถ้าย้อนกลับไปเริ่มต้นตั้งแต่ในอดีต Ford Mustang GT 1ได้เริ่มต้นผลิตมาตั้งแต่ปี 1965 โดยได้เพิ่มระบบดิสก์เบรก ไฟฝั่งคนขับ และรูปแบบลายเส้นรอบคันสไตล์รถสปอร์ต ต่อมาได้มีการพัฒนาสมรรถนะในเรื่องของขนาดแรงม้า จนมาถึงปัจจุบันฟอร์ดมัสแตงได้ถูกปรับปรุงให้กลายเป็นรถสปอร์ตที่มีสมรรถนะยอดเยี่ยม ด้วยเครื่องยนต์ 5.0 ลิตร V8 กำลังแรง 460 แรงม้า แรงบิด 420 ปอนด์-ฟุต พร้อมเกียร์ manual หรือเกียร์อัตโนมัติระบบใหม่แบบ 10 สปีด

ฟอร์ดมัสแตงมีข้อดีหลายข้อที่ทำให้เหนือกว่า Ford GT ได้แก่ ระบบควบคุม Smokey-burnout แบบอัตโนมัติ, ระบบการล็อคอิเล็กทรอนิกส์ ที่ช่วยให้ผู้ขับขี่รู้สึกปลอดภัย อีกทั้งยังมีข้อได้เปรียบในเรื่องของความสะดวกสบาย สามารถขับขี่ได้อย่างนุ่มนวลมากขึ้นแบบที่สามารถใช้เป็นรถแบบขับประจำวันได้เลยทีเดียว

Ford เป็นอีกหนึ่งค่ายรถที่น่าจับตามองทั้งในสนามแข่งและในตลาดรถสปอร์ตซูเปอร์คาร์ไม่แพ้ค่ายรถจากในยุโรป สำหรับในอนาคตทั้ง Ford GT และ Ford Mustang GT จะพัฒนาก้าวหน้าและตอบโจทย์ขวัญใจรถสปอร์ตได้อีกมากน้อยแค่ไหน แฟน ๆ ค่ายฟอร์ดก็คงต้องติดตามกันต่อไป

Top 10 รถสปอร์ตที่ดีที่สุดของปี 2018 (ตอนที่ 2)

มาต่อกับรถยนต์สปอร์ตที่ได้ชื่อว่าเป็นรถที่ดีที่สุดในปี 2018 อีก 5 รุ่นกันจากตอนที่ 1 ที่ได้พูดถึงรถยนต์จากค่ายปอร์เช่, จากัวร์, โลตัส, BMW และนิสสันกันมาแล้ว

  • Lexus LC ด้วยสมรรถนะของเครื่องยนต์ V8 ทำให้ Lexus LC เป็นรถยนต์สปอร์ตที่มีเสน่ห์ยอดเยี่ยมพร้อมกับความสมดุลและความกระฉับกระเฉงในการขับขี่ ทำให้รู้สึกถึงความเป็นธรรมชาติของ Jaguar F-Type หรือ Porches 911 ได้ดี แต่ Lexus LC ก็ยังถือเป็นรถสปอร์ตรุ่นที่ค่อนข้างใหญ่เมื่อขับขี่อยู่บนท้องถนน
  • Chevrolet Corvette Stingray รถรุ่นนี้ถือเป็น Super Car รุ่นเก่าแก่ที่มีเครื่องยนต์ที่มีแรงดึงตามธรรมชาติด้วยเกียร์ธรรมดาและการขับเคลื่อนล้อหลัง เสียงของ Chevrolet Corvette Stingray ถือเป็นซาวน์แบบดั้งเดิมและดังกระหึ่มพร้อมการตกแต่งภายในที่ดีเยี่ยม ถือเป็นรถรุ่นที่มีศักยภาพและสามารถสร้างความสนุกสนานสำหรับการใช้งานของผู้ขับขี่ได้เป็นอย่างดี
  • Maserati GranTurismo มาเซราติรุ่นนี้ถูกออกแบบมาให้มีความซับซ้อนมากขึ้น แต่ก็ยังคงมีข้อบกพร่องในเรื่องความสมบูรณ์แบบของการเป็นรถยนต์สปอร์ตที่ยังสามารถพัฒนาให้มีความแข็งแกร่งเพิ่มขึ้นกว่านี้ได้อีก แต่ถึงอย่างไรก็ตาม Maserati GranTurismo รุ่นนี้ก็ยังคงได้รับการจัดอันดับให้เป็นรถสปอร์ต 1 ใน 10 รุ่นที่ดีที่สุดของปี 2018 อยู่ดี เพราะคุณไม่มีทางผิดหวังอย่างเด็ดขาดเมื่อเลือกซื้อเป็นเจ้าของรถสปอร์ต Maserati GranTurismo
  • Alfa Romeo 4C รถยนต์อัจฉริยะที่สามารถสร้างความประทับใจให้กับผู้ขับขี่ได้อย่างยอดเยี่ยม ถึงแม้บางคนจะบอกว่าปอร์เช่เหมือนการพัฒนาที่สมบูรณ์แบบของ Alfa Romeo ก็ตาม เนื่องจาก Alfa Romeo 4C ยังคงมีความบกพร่องในส่วนของความเป็นรถสปอร์ตอยู่บ้างเล็กน้อย แต่ก็ถือเป็นรถที่เป็นมิตรกับผู้ใช้ให้ผู้ใช้สามารถขับขี่ได้อย่างง่ายดาย อีกทั้งยังมีกลุ่มผู้ใช้แบบเฉพาะเจาะจงที่เรียกว่าแฟนพันธุ์แท้ที่เหนียวแน่นที่ไม่ได้สนใจเรื่องสมรรถนะหากจะถูกนำไปเปรียบเทียบกับปอร์เช่แต่อย่างใดเพราะ Alfa Romeo มีความโดดเด่นที่แตกต่างอย่างแท้จริงที่ทำให้ผู้ขับขี่ประทับใจรถสปอร์ตยี่ห้อนี้มาอย่างยาวนาน
  • Morgan Plus 8 ถึงแม้หลายคนจะยังไม่ชอบรูปทรงของรถสปอร์ตคันนี้ก็ตาม อีกทั้งยังมองว่าสมรรถนะยังไม่สมกับราคา 80,000 ปอนด์ แต่ Morgan Plus 8 ก็ยังติดอยู่ในอันดับ 10 ของรถสปอร์ตที่ดีที่สุดในปีนี้อยู่ดี

ถึงแม้รถสปอร์ตทั้ง 10 รุ่นที่กล่าวมาทั้งในตอนที่ 1 และตอนที่ 2 จะได้ชื่อว่าเป็นรถสปอร์ตที่ดีที่สุดแห่งปี 2018 แต่ข้อสำคัญในการเลือกซื้อรถก็คือ ต้องเลือกให้เหมาะสมกับการใช้งานและต้องเป็นรถที่คุณสามารถใช้งานได้อย่างสะดวกและง่ายดายที่สุดต่างหาก สำหรับปี 2019 จะมีรถยนต์รุ่นไหนจากค่ายใดที่มาแรงและน่าสนใจกันบ้าง ก็คงต้องติดตามกันต่อไป รวมถึงสนนราคาว่าจะแรงแค่ไหนก็คงต้องรอดูเช่นกัน

Top 10 รถสปอร์ตที่ดีที่สุดของปี 2018 (ตอนที่ 1)

ก่อนจะลากันไปในปี 2018 วันนี้เราได้นำเอาเรื่องราว 10 อันดับของรถสปอร์ตที่ได้ชื่อว่าเป็นรถยนต์ที่ดีที่สุดของปีนี้มาฝากกัน จะมีค่ายรถจากแบรนด์ไหนกันบ้าง ไปดูกันเลย

  1. Porsche 911 Carrera รถยนต์ปอร์เช่สปอร์ต 911 ที่ได้รับการปรับปรุงสมรรถนะให้เร็วและแรงกว่าเก่า พร้อมการติดตั้งระบบเทอร์โบ ระบบหล่อเย็นและระบบพวงมาลัยไฟฟ้าอัจฉริยะ ทำให้ปอร์เช่ 911 ถูกจัดเป็นรถยนต์สปอร์ตที่ดีที่สุดแห่งปี 2018
  2. Jaguar F-Type รถยนต์จากัวร์รุ่น F-Type เป็นรุ่นที่พิสูจน์ได้ว่าค่ายรถจากัวร์เป็นอีกหนึ่งในค่ายรถที่มีความสามารถในการผลิตรถยนต์สปอร์ตได้อย่างแท้จริงเหมือนกับค่ายรถเยอรมันเจ้าอื่น ๆ ซึ่งทำให้รถยนต์รุ่นนี้มีเสน่ห์และคุ้มค่ากับการเป็นเจ้าของอย่างไม่น่าเชื่อ และถึงแม้ว่า Jaguar F-Type จะไม่ได้เป็นรถยนต์สปอร์ตที่มีความโดดเด่นมากมายแถมยังมีข้อบกพร่องหลายอย่าง แต่รถยนต์รุ่นนี้ก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการสร้างแบรนด์ของจากัวร์อีกครั้งในศตวรรษที่ 21 อีกทั้งยังได้ชื่อว่าเป็นรถที่สร้างแรงบันดาลใจในการขับขี่และยังรักษาตำนานของผู้ผลิตรถสปอร์ตไว้ได้เป็นอย่างดี ถึงจะไม่สมบูรณ์แบบแต่ก็ยังคงยอดเยี่ยม
  3. Lotus Evora เป็นรถยนต์สปอร์ตที่ไม่จำเป็นต้องมีคำถามหรือข้อสงสัยในเรื่องของสมรรถนะ และถึงแม้ว่าลูกค้าจะมีความต้องการรถที่มีสมรรถนะสูงกว่า แต่ในปัจจุบันก็ยังไม่มีรถรุ่นที่มีสมรรถนะด้านไดนามิกที่สูงกว่ารถรุ่นนี้ออกมาวางจำหน่าย Lotus รุ่น Evora ถือเป็นการวางเกณฑ์มาตรฐานของรถยนต์สปอร์ตในการที่จะทำให้รถสามารถทรงตัวและผู้ขับขี่สามารถบังคับพวงมาลัยได้ในขณะที่รถกำลังขับเคลื่อนด้วยความแรง 410 แรงม้า
  4. BMW I8 หนึ่งในรถยนต์สปอร์ตรุ่นที่น่าสนใจมากที่สุดในรอบหลายปีที่ผ่านมา ไม่เฉพาะสมรรถนะและความแรงในการขับขี่เท่านั้นแต่ทั้งรูปลักษณ์ภายในและภายนอกยังได้ถูกออกแบบมาด้วยความประณีตสวยงามแต่แฝงไปด้วยความเรียบง่าย ทำให้ BMW I8 สามารถแบ่งยอดขายจาก Porsche 911 ไปได้โดยไม่ต้องสงสัย ทั้ง ๆ ที่ i8 เสียเปรียบเล็กน้อยในเรื่องความสมดุลของรถสปอร์ต
  5. Nissan GT-R เป็นรถรุ่นที่ให้ความเร็วและแรงได้อย่างคุ้มค่าสมกับราคา 100K ปอนด์ และไม่ใช่เฉพาะเรื่องความเร็วที่เยี่ยมยอดแต่เพียงอย่างเดียว แต่ Nissan GT-R ยังเป็นรถสปอร์ตจากญี่ปุ่นที่มีพร้อมความหรูหราและอุปกรณ์ภายในที่มีประสิทธิภาพที่แตกต่าง อีกทั้งระบบดิจิตอลของรถคันนี้ยังถูกออกแบบมาให้มีเสน่ห์มากขึ้นกว่าเดิมอีกด้วย

สำหรับรถอีก 5 รุ่นที่ได้รับการจัดอันดับให้เป็นรถสปอร์ตที่ดีที่สุดของปี 2018 จะเป็นรถยนต์จากค่ายใด ติดตามต่อได้ใน Top 10 รถสปอร์ตที่ดีที่สุดของปี 2018 (ตอนที่ 2)

เปิดตัว Porsche 911 New 2019   

ปิดท้ายปี 2018 เตรียมรับปีหน้าฟ้าใหม่สำหรับวงการรถสปอร์ตกับเจ้าแห่งความเร็ว แรง และความหรูระดับพรีเมี่ยมอย่างปอร์เช่ ที่เปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ล่าสุดพร้อมรับปี 2019 กับ Porsche 911 ที่มาพร้อมสมรรถนะและความแรง รถยนต์สปอร์ตจากค่ายดังระดับโลกรุ่นนี้จะมีอะไรใหม่ที่น่าตื่นเต้นกันบ้าง เราไปดูกันเลย

Generation ที่ 8 ของรถสปอร์ตจากปอร์เช่

                Porsche 911 รุ่น New 2019 นี้เป็นการเปิดตัวรถยนต์สปอร์ตจากค่ายปอร์เช่ที่มีรูปทรงเป็นเอกลักษณ์ไม่ต่างจากเดิมมากนัก แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือเครื่องยนต์เบนซินแบบเทอร์โบ 6 สูบที่ปรับปรุงใหม่ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าเดิม ทำให้การเปิดตัวรถยนต์ปอร์เช่รุ่นใหม่รุ่นนี้ถือเป็นไฮไลท์ของงานมอเตอร์โชว์ที่เมืองลอสแอนเจลิส เมื่อต้นเดือนธันวาคมที่ผ่าน

สมรรถนะของ Porsche 911 (992)

                เครื่องยนต์เบนซิน 6 สูบเป็นการปรับปรุงเครื่องยนต์ใหม่ในรูปแบบแนวนอนโดยมีกระบวนการฉีดเชื้อเพลิงแบบใหม่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเผาไหม้ ซึ่งถือเป็นการปรับปรุงรถรุ่นใหม่โดยมีเป้าหมายในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้เทียบเท่าได้กับรถ 2 ประตูของค่ายคู่แข่งอื่น เครื่องยนต์เทอร์โบชาร์จขนาด 3 ลิตรที่ติดตั้งอยู่ด้านหลังของตัวรถมีพลังแรงมากกว่ารุ่นก่อนเล็กน้อย สามารถใช้ได้ทั้งกับเกียร์อัตโนมัติ 7 สปีดมาตรฐานเกียร์อันโนมัติแบบ 8 จังหวะใหม่ได้

ระบบขับเคลื่อนล้อหลัง Carrera S และ ระบบขับเคลื่อนแบบ 4 wheel drive Carrera 4S เป็นระบบขับเคลื่อนใหม่ที่ให้กำลังแรงม้ามากกว่าเดิม 30 แรงม้า เป็น 444 แรงม้า พร้อมการปรับเกียร์โฉมใหม่ของเกียร์คลัชคู่ที่ทำให้ประหยัดเวลาในการขับเคลื่อนได้มากกว่าเดิม 0-62 ไมล์ต่อชั่วโมง ซึ่งทำให้สามารถเปลี่ยนเกียร์ได้เร็วขึ้น นอกจากนี้ Porsche 911 หรือรุ่น 992 ตามชื่อเรียกรหัสใหม่ยังออกแบบให้ด้านหลังของรถมีการปรับปรุงเรื่องการกระจายน้ำหนัก ปีกด้านหลังมีความกว้างมากกว่า กันชนมีองค์ประกอบที่โดดเด่นกว่า ฝากระโปรงยาวและมีการไล่ชั้นเชิงมากขึ้น ฐานล้อกว้างกว่าเดิมเล็กน้อย มิติภายนอกทั้งหมดมีขนาดใหญ่กว่ารุ่นก่อนหน้า

ภายในห้องโดยสารเป็นการปรับปรุงโดยได้รับแรงบันดาลใจมากจาก Porsche 911 ยุค 70’s มาพร้อมพวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นใหม่พร้อมระบบตอบรับการหมุนรอบตัวของโหมด Sport ที่ผู้ขับขี่สามารถเปลี่ยนโหมดการขับได้ หน้าปัดห้าเหลี่ยมที่จะแสดงข้อมูลดิจิตอลทั้งหมดให้ผู้ขับขี่ทราบ และหน้าจอระบบสัมผัสเพื่อช่วยให้สามารถจัดการข้อมูล เชื่อมต่อฟังก์ชั่นต่าง และมีระบบนำทางแบบออนไลน์ที่สามารถเปิดใช้งานได้ทันที พร้อมชุดเกียร์แบบใหม่ ชุดสวิตซ์เบรกมืออิเล็กทรอนิกส์ และสวิตซ์แบบสัมผัสเพื่อเปลี่ยนฟังก์ชั่นต่าง ๆ และแอปพลิเคชั่นพิเศษ 3 แอปจาก Porsche คือ Porsche Roadtrip ตัวช่วยการนำทางจากปอร์เช่ Porche Impact การคำนวณผลจากการที่รถปล่อยสาร Co2 ออกไป และ Porsche 360+ ตัวช่วยในการบริหารจัดการชีวิตส่วนตัวของผู้ขับขี่

หากใครสนใจ Porsche 911 ปัจจุบันในต่างประเทศได้เริ่มให้มีการเปิดจองแล้ว 2 รุ่นคือ Carrera S และรุ่น 4S ที่มาพร้อมกระปุกเกียร์ PDK สนนราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 93,110 – 98,418 ปอนด์ ซึ่งจะเริ่มรับรถได้ปีหน้า แต่สำหรับราคาจำหน่ายในเมืองไทยก็ต้องติดตามกันต่อไป

ออโต้ครอสการแข่งขันรถยนต์ของทักษะชั้นสูง

ในการขับขี่รถยนต์สิ่งที่จำเป็นสำหรับการขับขี่คือ ทักษะที่ใช้ในการขับรถยนต์ เพราะถ้าหากไม่มีทักษะในการขับขี่รถยนต์การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าที่เข้ามาโดยไม่คาดคิด อาจจะทำให้เกิดอุบัติเหตุที่อันตรายถึงแก่ชีวิตได้ ดังนั้นการฝึกการขับรถยนต์ที่ใช้ทักษะในการขับขี่อย่างมาก จะทำให้ชีวิตที่อยู่บนท้องถนนมีความปลอดภัยมากขึ้นกว่าเดิม ซึ่งการแข่งขันแบบออโต้ครอสเป็นการแข่งขันรถยนต์ที่ใช้ทักษะในการขับขี่แข่งขันสูง ทำให้เหมาะแก่การศึกษาเรียนรู้ฝึกหัดและทดสอบในการแข่งขันรถยนต์ประเภทนี้ เพื่อรักษาชีวิตบนท้องถนนให้ปลอดภัยกว่าที่เคยเป็น

การแข่งขันออโต้ครอสมีลักษณะคล้ายกับการแข่งขันแบบจิมคาน่า จนทำให้ผู้ที่พบเห็นการแข่งขันออโต้ครอสแบบผิวเผินเข้าใจว่าเป็นการแข่งขันในแบบเดียวกัน ซึ่งในความเป็นจริงแล้วการแข่งรถยนต์ในแบบทั้ง 2 ไม่ใช่การแข่งขันที่มีความเหมือนกัน เพราะการแข่งขันแบบจิมคาน่านั้นจะมีการจัดสถานที่การแข่งขันในรูปแบบเส้นทางที่ไม่มีทิศทางที่แน่นอน เพื่อเป็นการท้าทายการขับขี่ของเกมส์การแข่งขัน ส่วนการแข่งขันในแบบออโต้ครอสที่แท้จริงแล้วเป็นการขับที่เน้นการขับขี่ในทางเรียบ และจำลองเส้นทางการใช้งานที่ใช้บนท้องถนนได้จริง

ลักษณะในการแข่งขันรถยนต์แบบออโต้ครอส ได้ถูกแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ การแข่งขันแบบประเภททางเรียบในลานกว้าง และการแข่งขันชิงชัยในประเภททางฝุ่น โดยในการแข่งขันจะเน้นทักษะในการควบคุมรถไม่ให้ชนกับไพล่อนยางรถยนต์เก่าที่ได้นำมาทำเป็นขอบเขตเส้นทางในการแข่งขัน ซึ่งสามารถใช้ความเร็วของรถยนต์เท่าใดก็ได้ในการขับขี่ และผู้เข้าแข่งขันคนใดทำเวลาได้น้อยที่สุดจะเป็นผู้ชนะสำหรับการแข่งขันรถยนต์รายการนี้ ส่วนรถที่ใช้สำหรับการแข่งขันเป็นรถ 4 ล้อประเภทใดก็ได้ในการลงแข่ง แต่ต้องเช็คสภาพรถยนต์ในช่วงล่างและยางรถยนต์ให้เหมาะสมกับผิวสนามในแต่ละสถานที่เสียก่อน โดยการแข่งขันออโต้ครอสจะเริ่มจากการจับเวลารถยนต์ตั้งแต่จุดปล่อยตัวเข้าสนามไปจนถึงสิ้นสุดระยะทางการแข่งขันเพียง 1 คันต่อ 1 รอบเท่านั้น หากผู้เข้าแข่งขันคนใดสามารถทำเวลาในการแข่งขันได้น้อยที่สุดจะเป็นผู้ได้รับชัยชนะ

ออโต้ครอสเป็นที่นิยมมากในหลายประเทศโดยเฉพาะอเมริกา เนื่องจากเป็นการแข่งขันที่ใช้รถใดชนิดใดก็ได้ในการลงแข่ง พร้อมทั้งยังเป็นการแข่งขันที่ปลอดภัยที่สุดในการแข่งขันรถยนต์ทุกรูปแบบ และมีค่าใช้จ่ายในการแข่งขันต่ำมากอีกด้วย โดยในประเทศไทยได้มีการจัดการแข่งขันออโต้ครอสขึ้นในหลายพื้นที่ อย่างเช่น ลานอเนกประสงค์ ห้างสรรพสินค้า ซีคอนสแควร์ ที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในการจัดการแข่งขันรถยนต์ออโต้ครอส

 

แรลลี่ไทยเที่ยวไทย ที่ควรไปผจญภัยด้วยสักครั้ง

การแข่งขันแรลลี่เป็นการแข่งขันที่เต็มไปด้วยความสนุกสนานพร้อมทั้งยังมีความรู้สึกเหมือนได้ออกไปผจญภัยในโลกกว้างมากขึ้น ซึ่งนอกจากจะมีการจัดแข่งขันในระดับโลกจนเป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลายแล้ว การแข่งขันแรลลี่ยังได้มีการจัดขึ้นตามท้องถิ่นภายในจังหวัดของแต่ละประเทศทั่วโลก เพื่อเพิ่มกระชับความสัมพันธ์ในแต่ละองค์กรหรือเพื่อสร้างกิจกรรมสำหรับความสนุกสนานในครอบครัวให้มีความกลมเกลียวกันมากขึ้นในวันหยุดยาวต่าง ๆ ซึ่งภายในประเทศไทยได้มีการจัดการแข่งขันแรลลี่อย่างหลากหลายรายการ

การแข่งขันแรลลี่ภายในประเทศไทยมีการจัดการแข่งขันขึ้นมาอย่างช้านาน มีหลายรายการที่มีชื่อเสียงมาจวบจนปัจจุบัน และมีหลายรายการที่ไม่ได้ถูกสานต่อ อย่างรายการแข่งขัน ขันโตกแรลลี่ ที่จัดขึ้นในปี 2514 เป็นการจัดการแข่งขันที่รวมประเพณีกับวัฒนธรรมเข้าด้วยกัน และเมื่อถึงเส้นชัยในท้ายที่สุดจะมานั่งทานขันโตกไปด้วยกัน ซึ่งได้รับความนิยมเป็นอย่างสูงก่อนที่จะหยุดจัดการแข่งขันและกลายเป็นตำนานไป ส่วนการแข่งขันแรลลี่ที่จัดมาจวบจนปัจจุบัน และเป็นที่นิยมนั้นมีชื่อว่าการแข่งขัน สิงห์แรลลี่ออฟไทยแลนด์ ซึ่งจัดการแข่งขันโดยบริษัทเบียร์สิงห์

ปัจจุบันการแข่งขันแรลลี่ในประเทศไทยนั้นเน้นจัดเป็นกิจกรรมเพื่อครอบครัวและมิตรภาพเป็นหลัก เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศและส่งเสริมสถาบันครอบครัวให้พัฒนามากขึ้น โดยการแข่งขันแรลลี่ที่เป็นรายการหลักประจำปีจะเป็นรายการที่สนับสนุนโดยบริษัทเบียร์สิงห์ที่มีรายการให้ผจญภัยในกิจกรรมแรลลี่ตลอดทั้งปี อาทิเช่น สิงห์แรลลี่ พาออเจ้าแต่งไทยไปเมืองกาญจน์ , สิงห์แรลลี่ กาลครั้งหนึ่งบึงกาฬ , สิงห์แรลลี่ จันทบุรี ดูเล กินผลไม้ เป็นต้น ส่วนในรายการอื่นมีการแข่งขันแรลลี่ที่เป็นการจัดขึ้นตามองค์กรและรัฐวิสาหกิจต่าง ๆ ที่ผู้ใดสนใจก็สามารถสมัครลงแข่งขันในรายการที่ชื่นชอบได้ อาทิเช่น แรลลี่ แมกไม้ ชายหาด แก่งหิน ถิ่นกวี เส้นทางนนทบุรี-ระยอง , วัยเก๋า เหมายกล้อ แรลลี่ 5 ภาค , แรลลี่หรรษา พาเที่ยว 4 จังหวัด ซึ่งทั้งหมดเป็นการแข่งขันแรลลี่ที่มาพร้อมกับแพ็กเกจการผจญภัยเดินทางท่องเที่ยวทั่วไทยไปในตัว

การแข่งขันที่กลายมาเป็นกิจกรรมเพื่อความบันเทิงมักเต็มไปด้วยความครบครันของอรรถรสที่ชวนมาร่วมพิสูจน์ความท้าทาย เต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์ และความรู้สึกน่าค้นหา ซึ่งในการแข่งขันแรลลี่ในประเทศไทยหลายคนอาจจะเคยเดินทางไปในเส้นทางการแข่งขันที่จัดขึ้น และอีกหลายคนอาจจะไม่มีโอกาสได้เดินทางไปในเส้นทางเหล่านั้น แต่ทั้งคนที่เคยเดินทางไปและไม่เคยเดินทางไปหากได้ลองลิ้มชิมสัมผัสของการแข่งขันแรลลี่ภายในประเทศไทยที่มาพร้อมกับการท่องเที่ยวแล้ว อาจจะทำให้การขับรถยนต์ไปท่องเที่ยวธรรมดากลายมาเป็นการผจญภัยที่สนุกสนานจนลืมไม่ลงก็เป็นได้