ทวินริง โมเตกิ (Twin Ring Motegi) สนามของแชมป์แห่งความเร็ว

การจัดการแข่งขันรถยนต์ได้ถูกจัดแข่งขึ้นมากมายในหลายประเทศทั่วโลก และมีการสร้างสรรค์สนามแข่งรถให้สวยงามเป็นที่นิยมมากขึ้นทั้งให้ผู้ที่ชื่นชอบหลงใหลในความเร็วได้สัมผัส และเป็นมนต์ขลังที่คอยดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาหลงใหลในเสน่ห์ของการแข่งรถเพิ่มมากขึ้น  ซึ่ง ทวินริง โมเตกิ เป็นอีกสนามหนึ่งที่มีความสวยงาม และเรื่องราวที่ทำให้ผู้ที่ชื่นชอบในความเร็วได้หลงไปทั้งในสนามและนอกสนามไปพร้อมกัน

จังหวัดโทจิงิเป็นจังหวัดที่ตั้งอยู่ในประเทศญี่ปุ่นบนภูมิภาคคันโตแห่งหมู่เกาะฮนซู ซึ่งมีชื่อเสียงในทางด้านอาหารและวัฒนธรรมหลายแห่งที่ติดอันดับโลก พร้อมทั้งยังเป็นสถานที่ตั้งของพระตำหนักประทับประจำราชวงศ์ในญี่ปุ่นอีกด้วย และถ้าหากกล่าวถึงผู้ที่หลงใหลในความเร็วแล้ว จังหวัดโทจิงิยังเป็นสถานที่ของการเริ่มต้นการแข่งขันรถยนต์แบบ Super GT หรือเรียกได้ว่าเป็นบ้านเกิดของการแข่งขันรถยนต์คลาส GT ที่กลายมาเป็นการแข่งขันที่นิยมระดับนานาชาติในเวลาต่อมา

ทวินริงโก โมเตกิ เป็นสนามแข่งรถที่ตั้งอยู่ในจังหวัดโทชิงิบนเทือกเขาฮักโกะ เป็นเทือกเขาที่ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของกรุงโตเกียวประมาณ 100 กิโลเมตร ซึ่งเป็นสนามที่เป็นจุดเริ่มต้นของการแข่งขันรถยนต์คลาส GT โดยตั้งอยู่บนพื้นที่ 4000 ไร่ ลึกลงไปในแอ่งใหญ่ล้อมรอบด้วยภูเขาใช้วิธีการสร้างสนามด้วยแนวคิดที่ต้องอยู่ร่วมกันกับธรรมชาติ และต้องรักษาธรรมชาติที่รายล้อมให้ได้มากที่สุด ซึ่ง ทวินริง โมเตกิ ได้สามารถสร้างสนามแห่งนี้ให้กลมกลืนกับธรรมชาติได้อย่างแนบเนียนถึงขนาดถ้าไม่รู้ว่าสถานที่ตรงนั้นเป็นสถานที่ใช้สำหรับแข่งรถก็ไม่อาจเห็นหรือทราบได้เลยว่ามีสนามแข่งรถได้ถูกสร้างตั้งขึ้นอยู่ที่นั่น ที่สนามของ ทวินริงโก โมเตกี ประกอบไปด้วยเส้นสนามสำหรับการแข่งในรายการยุโรป 1 วง และเส้นทางการแข่งขันแบบอเมริกันหรือวงรีอีก 1 วง โดยสนามแห่งนี้ได้สร้างไว้จัดรายการแข่งขันระดับโลกมากมายทั้งการแข่งขันโมโตจีพีระดับโลก การแข่งขันเอฟวัน และการแข่งขัน Super GT ที่ได้ใช้เป็นการแข่งขันในสนามสุดท้ายของรายการการแข่งขัน

สนามสุดท้ายของการแข่งเป็นสนามที่เป็นจุดเริ่มต้นของทุกสิ่งเป็นสิ่งหนึ่งที่เป็นมนต์เสน่ห์ของเรื่องราวที่ต้องไปให้ถึงชัยชนะสำหรับนักแข่งทุกคน ราวกับเป็นเกียรติยศอันมีค่าที่ได้มีโอกาสเป็นส่วนหนึ่งของจุดเริ่มต้นรายการแข่งขันที่กลายมาเป็นที่กล่าวขานในเวทีโลก นอกจากนี้สำหรับผู้ที่มาเที่ยวชมที่สนาม ทวินริงโก โมเตกิ ยังมีจุดบริการหลายแห่งให้ได้ลิ้มรสเรื่องราวในด้านความเร็วและธรรมชาติไปพร้อมกัน อีกทั้งยังได้ร่วมมาเป็นสักขีพยานอีกหนึ่งเสียงของสนามที่เป็นหน้าหนึ่งในประศาสตร์การแข่งขัน Super GT สนามของแชมป์แห่งความเร็ว

 

รถยนต์ Super GT ราชสีห์แห่งความเร็ว

ในการแข่งขันรถยนต์ที่ถูกจัดขึ้นมาบนโลกใบนี้ ในแต่ละการแข่งขันรถยนต์ที่ถูกนำมาใช้จะมีความแตกต่างกันออกไปตามแต่ความสำคัญที่ใช้ในการแข่งขัน ตั้งแต่ เอฟวัน หรือ การแข่งรถสูตร 1 การแข่งแรลลี่ และการแข่ง Super GT ทั้งหมดนั้นล้วนแต่มีการใช้จุดสำคัญของรถในเชิงที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งเอฟวันเป็นการแข่งขันที่ใช้รถยนต์ที่ต้องเร็วที่สุดในโลกรถที่ใช้จะต้องมีความเบาที่สุด ส่วนการแข่งขันแรลลี่ที่ต้องเผชิญตะลุยมหกรรมเส้นทางวิบากนั้นรถที่ใช้จะต้องมีความใหญ่หนักอึดและทนต่อทุกสภาพอากาศ และในแบบ Super GT ที่ต้องใช้ทั้งความเร็วและความแข็งแกร่งดังนั้นรถที่ใช้สำหรับการแข่งจำเป็นต้องใช้รถที่มีความเบาอึดและทนอย่างครบถ้วนราวกับราชสีห์ติดปีกที่ต้องคำรามเหาะอยู่เหนือท้องถนน

แบบของรถแข่ง GT ได้ถูกแบ่งออกเป็น 2 รุ่น ได้แก่ รุ่น GT300 และ GT500 ซึ่งมีความหมายเท่ากับแรงม้าของรถคันนั้น โดยมีรูปแบบคล้ายกับรถยนต์สปอร์ตคาร์ที่มีขายอยู่โดยทั่วไปแต่ได้มีการสร้างทั้งบอดี้และตัวถังของรถยนต์ขึ้นมาใหม่สำหรับการแข่งขันโดยเฉพาะ ดังนั้นรถที่นำมาแข่งในรายการนี้จะเป็นรถที่ถูกสร้างขึ้นมาใหม่ และยังไม่มีการวางขายในท้องตลาด ทำให้รถยนต์ที่ใช้ในการแข่งขันเป็นการแสดงถึงวิวัฒนาการของรถยนต์ในแต่ละค่ายว่ามีการพัฒนาระบบยานยนต์ก้าวไกลไปถึงไหนในปัจจุบัน สำหรับในรุ่น GT500 จะสามารถให้ใช้เครื่องยนต์ประเภทใดก็ได้วางที่ส่วนไหนของรถก็ได้แต่ต้องเป็นของในค่ายเท่านั้น และจะต้องทำความเร็วเครื่องไม่ให้เกิน 500 แรงม้า ตามที่กติกากำหนด ส่วนในเรื่องของบอดี้สามรถตกแต่งแบบใดก็ได้แต่จะต้องมีความเหมือนกับรถที่มีขายอยู่ตามท้องตลาดเท่านั้น แต่ในแบบ GT 300 จะมีกฎกติกาที่เข้ามากำหนดมากกว่าเพราะว่าต้องการให้รถแข่งในรุ่นนี้มีความคล้ายคลึงหรือเหมือนกับรถที่ขายอยู่ในโชว์รูมรถยนต์มากที่สุด ทั้งเรื่องของเครื่องยนต์ บอดี้ และแอโรพาร์ท ทำให้รถรุ่นนี้ไม่สามารถเปลี่ยนรูปแบบไปต่างจากเดิมได้มากนัก

ปัจจุบันในปี 2018 ปีนี้มีผู้เข้าร่วมแข่งขันรุ่น GT 500 มาจาก 3 ค่ายยักษ์ใหญ่ในประเทศญี่ปุ่น ได้แก่ ฮอนด้า นิสสัน และโตโยต้าเลกซัส ส่วนผู้ที่เข้าร่วมแข่งขันในรุ่น GT 300 จากดินแดนอาทิตย์อุทัยประกอบไปด้วยบริษัท โตโยต้า นิสสัน ซูบารุ และฮอนด้า รวมถึงบริษัทผู้เข้าแข่งขันที่ข้ามน้ำข้ามทะเลมาจากดินแดนแถบยุโรป ได้แก่ ปอร์เช่ บีเอ็มดับเบิลยู เมอร์เซเดส เบนซ์ ออดี้ โลตัส และเลกซัส ที่เข้ามาร่วมประชันราศีกันอย่างล้นหลาม ส่วนทีมใดจะเข้ามาคำรามได้อย่างกึกก้องลั่นสนั่นปฐพีคงจะต้องคอยติดตามคำตอบกันได้ในปลายปีนี้ที่กำลังจะมาถึง

 

Super GT เอกอุความเร็วระดับโลกแห่งแดนอาทิตย์อุทัย

ดินแดนแห่งอาทิตย์อุทัย เป็นชื่อเสียงเรียงนามที่ถูกแปลมาจากอักษรคันจิของประเทศ ญี่ปุ่น ซึ่งมีความหมายว่าถิ่นกำเนิดของดวงอาทิตย์ ทำให้ผู้คนมักเรียกประเทศญี่ปุ่นว่าว่า ดินแดนแห่งอาทิตย์อุทัย และนอกจากประเทศญี่ปุ่นจะมีชื่อที่มีความหมายราวกับดวงอาทิตย์แล้ว ยังเป็นประเทศที่มีความเฉิดฉายในหลายด้านของโลกราวกับดวงอาทิตย์เฉกเช่นเดียวกันกับสมญานาม รวมถึงได้มีการจัดการแข่งขันรถยนต์ที่ได้ถูกขนานนามว่าเป็นการแข่งขันรถยนต์คลาส GT ที่มีความเร็วที่สุดในโลกอีกด้วย

ในปี 1993 ประเทศญี่ปุ่นได้จัดตั้งรายการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบที่มีชื่อรายการว่า JGTC หรือ Japanese Grand Touring Championship ซึ่งเป็นการแข่งขันที่จัดแข่งโดยใช้รถที่ผลิตภายในประเทศญี่ปุ่นทำการแข่งขันเท่านั้น และรายการนี้ยังเป็นการจัดแข่งขันกันเฉพาะภายในประเทศญี่ปุ่นเพียงประเทศเดียว ก่อนที่การแข่งขันจะเป็นที่ติดตามของบรรดาผู้หลงไหลในความเร็วกันอย่างแพร่หลายในระดับโลก ทำให้นานาชาติได้สนใจและทำการบินเข้ามาร่วมแข่งขันกันอย่างมากมาย และเมื่อการแข่งที่จัดเพียงแค่ในประเทศเท่านั้นกลับได้รับความนิยมอย่างสูงจึงทำให้ประเทศญี่ปุ่นตัดสินใจจัดการแข่งขันในต่างประเทศมากขึ้น พร้อมทั้งเปลี่ยนชื่อรายการแข่งขันเป็น Super GT เพื่อทำให้เป็นสากลในระดับนานาชาติมากขึ้นในปี 2014 จวบจนถึงปัจจุบัน

การแข่งขันรถยนต์ Super GT เป็นการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งการแข่งขันจะเปิดฉากแข่งขันทั้งหมดใน 8 สนาม ตั้งแต่ต้นปีจนไปถึงสิ้นปี โดยการแข่งขันได้ถูกแบ่งออกเป็นสองประเภทคือแบบ Sprint Race และ Endurance Race ในแบบ Sprint Race คือการแข่งขันในระยะสั้นโดยใช้ระยะทาง 250 หรือ 300 กิโลเมตร ในการแข่งขัน ส่วนแบบ Endurance Race คือการแข่งขันที่ใช้ระยะทางแข่งขันมากถึง 1000 กิโลเมตร เป็นเส้นทางการตัดสิน ซึ่งการแข่งขันจะถูกจัดขึ้นที่สนาม Suzuka Circuit เท่านั้น และมีชื่อใช้การแข่งขันว่า SUZUKA 1,000 KM  นอกจากนี้นับตั้งแต่ปี 2014 สนาม ช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต ประเทศไทย ได้ถูกบรรจุเป็นสนามที่ 7 ของการแข่งขันแบบ Super GT  โดยใช้การแข่งขันทั้งหมด 66 รอบสนาม แบบประเภท Sprint Race 300 km.

ด้วยความเร็วแบบคลาส GT ที่เร็วมากที่สุดในโลก และการตกแต่งรถยนต์ที่ทำให้การขับเคลื่อนเร็วราวกับเหาะอยู่เหนือท้องถนน ทำให้เป็นที่หลงใหลชื่นชอบในระดับกว้างเป็นอย่างมาก และเป็นโชคดีของประชาชนชาวไทยที่ได้มีโอกาสรับชมการแข่งขัน Super GT ได้แบบเกาะติดขอบสนามนอกเหนือจากประชาชนชาวญี่ปุ่น ซึ่งสามารถเดินทางไปดูความตื่นเต้นเร้าใจนี้ได้ที่จังหวัดบุรีรัมย์ในช่วงเวลาแข่งขันของสนามที่ 7 พร้อมทั้งจะได้เห็นพัฒนาการเทคโนโลยีรถยนต์ของประเทศญี่ปุ่นที่ได้แสดงถึงความแข็งแกร่งอันน่าเกรงขามดั่งเช่นสมญานามของประเทศในเวลานี้

 

เนวิเกเตอร์คู่หูร่วมเดินทางของนักแข่งขันแรลลี่ที่ขาดไม่ได้

ทุกการเดินทางไปในแต่ละที่หากได้เดินทางไปคนเดียวบางครั้งอาจจะทำให้เกิดความผิดพลาดในการเดินทางได้และในบางครั้งนั้นอาจจะเลยเถิดจนกลายไปเป็นอุบัติเหตุที่ไม่คาดคิด ดังนั้นการมีเพื่อนร่วมเดินทางไปด้วยจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามสำหรับผู้ขับขี่ทุกคน ซึ่งในการแข่งขันแรลลี่นั้นจำเป็นต้องใช้แผนที่ในการเดินทางไปยังจุดหมายต่าง ๆ โดยที่ไม่รู้ว่าเส้นทางข้างหน้าเป็นเช่นไร พร้อมทั้งยังต้องค้นหา RC ที่ซ่อนไว้ในระหว่างเส้นทางให้พบ จึงจำเป็นที่จะต้องมีผู้ช่วยดูเส้นทางและช่วยเหลือกันและกันในระหว่างทางการแข่งขัน โดยมีชื่อเรียกคู่หูผู้เข้าร่วมเดินทางการแข่งขันนี้ว่า เนวิเกเตอร์

เนวิเกเตอร์ มีความหมายในภาษาอังกฤษว่า ผู้นำทาง ซึ่งในคำแปลนั้นมีความหมายที่ได้บอกถึงหน้าที่และการปฏิบัติงานของผู้ที่มีชื่อเรียกแบบนี้ว่าควรจะต้องทำอะไรยังไงอย่างไม่ต้องสงสัย โดยในปัจจุบันเนวิเกเตอร์ได้ถูกพัฒนาจากคนให้กลายเป็นระบบคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กที่สามารถใช้พกพาเดินทางในระยะไกลได้ในทุกชนิดรถยนต์ แต่ในการแข่งขันแรลลี่นั้นตำแหน่งเนวิเกเตอร์จำเป็นจะต้องใช้บุคคลที่มีวิสัยทัศน์ในการร่วมเดินทางแข่งขันไปด้วยถึงจะได้รับชัยชนะในท้ายที่สุด

โดยหน้าที่ของผู้ที่ได้รับบทบาทเนวิเกเตอร์นี้ จะต้องคอยวิเคราะห์ดูแผนที่ในเส้นทางการเดินทางในการแข่งขันไม่ให้ผิดพลาด พร้อมทั้งคอยประมวลเส้นทางข้างหน้าว่าควรเร็วหรือช้า แซงได้หรือแซงไม่ได้และมีหลุมบ่ออยู่ข้างหน้าหรือไม่ พร้อมทั้งยังต้องคาดคะเนระยะทางโค้งเพื่อใช้ความเร็วที่กำลังขับอยู่ได้รักษาสถานะความเร็วได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อจะได้ทำเวลาในการแข่งขันให้ดีที่สุด นอกจากนี้ในระหว่างการแข่งขันแรลลี่ผู้ที่เป็นเนวิเกเตอร์ยังคงต้องคอยแก้ไขปริศนาและค้นหาสัญลักษณ์ RC ที่ซ่อนอยู่ตามจุดต่าง ๆ ในเส้นทางการแข่งขันอีกด้วย รวมถึงในการแข่งขันแรลลี่ที่เต็มไปด้วยอุปสรรคของเส้นทางธรรมชาติที่ทั้งถนนหนทางทางเป็นแบบลูกรังขรุขระ หนอง คลอง บึง อาจจะทำให้เกิดรถเสียในขณะที่กำลังแข่งขันอยู่ เนวิเกเตอร์จะเป็นคนคอยช่วยเหลือในการซ่อมเบื้องต้นให้สามารถขับรถแข่งขันต่อไปได้จนกว่าจะจบการแข่งขัน

มีคำที่กล่าวว่าคนเดียวหัวหายสองคนเพื่อนตาย ซึ่งเปรียบได้กับผู้ได้รับตำแหน่งเนวิเกเตอร์ที่คอยชี้นำทางนักแข่งไปตลอดการแข่งขันแรลลี่ และยังเปรียบได้กับเป็นนักขับมือดีอีกคนหนึ่งที่เข้าร่วมแข่งขันที่ขาดไม่ได้ เพราะถ้าหากไม่มีตำแหน่งเนวิเกเตอร์ร่วมเดินทางไปด้วยไม่มีทางเลยที่จะสามารถคว้าชัยชนะได้ในการแข่งขันแรลลี่ได้ อีกทั้งในระหว่างการแข่งขันระยะไกลหากมีคู่หูร่วมเดินทางไปด้วยแล้ว ก็คงจะทำให้การเดินทางอันยากเย็นแสนลำบากกลายเป็นการเดินทางที่เต็มไปด้วยความทรงจำที่สนุกสนาน และก่อให้เกิดมิตรภาพในระหว่างการเดินทางที่น่าจดจำ

 

แรลลี่โลกการแข่งขันที่สนุกสนานและดุดัน

การแข่งขันรถยนต์มีด้วยกันหลากหลายรูปแบบ ซึ่งถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเสริมอรรถรสในชีวิตให้มีความสนุกสนาน ตื่นเต้น เร้าใจ พร้อมทั้งท้าทายบทบาทในความเป็นมนุษย์ให้ก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเองไปสู่อีกระดับความมันส์ในชีวิต และหนึ่งการแข่งขันรถยนต์ที่มีผู้ชื่นชอบและติดตามอีกหนึ่งรายการคือ การแข่งขันรถยนต์แบบแรลลี่ ที่มาพร้อมกับความดุดันและสวยงาม พร้อมทั้งมีกิจกรรมระหว่างทางที่สร้างความสนุกสนานให้เกิดขึ้นในการแข่งขันอีกด้วย

การแข่งขันแบบแรลลี่ได้ถูกจัดขึ้นโดยสมาพันธ์รถยนต์นานาชาติหรือ FIA โดยใช้ชื่อว่า World Rally Championship หรือ (WRC)  ซึ่งหลังจากมีจัดการแข่งขันรถยนต์ประเภทแรลลี่เกิดขึ้นผู้คนได้เรียกการแข่งขันรายการนี้ในอีกชื่อหนึ่งว่าการแข่งขันรถยนต์ทางฝุ่นชิงแชมป์โลก เพราะเป็นการแข่งขันที่ไม่มีสนามแข่งใช้เพียงพื้นที่สาธารณะทั่วไปเป็นการแข่งขัน โดยมีการจัดการแข่งขันครั้งแรกในปี 1973 และทำการจัดการแข่งขันต่อมาจวบจนถึงปัจจุบัน ซึ่งในปี1982-1986 เป็นปีที่ผู้คนนิยมทั้งในการรับชม และการฝึกขับรถยนต์แบบแรลลี่เป็นอย่างมาก

รูปแบบและกติกาการแข่งขันแรลลี่โลกมีการแข่งขันที่ใช้ถนนตามพื้นที่สาธารณะทั่วไปเป็นเส้นทางในการแข่งขันจากจุดเป้าหมายจุดหนึ่งไปยังจุดเป้าหมายอีกจุดหนึ่งจนกว่าจะถึงปลายทางเส้นชัยตามเวลาที่กำหนด โดยจุดเป้าหมายตามแต่ละที่จะถูกเรียกว่า TC (Timing Control)  และมีเลขต่อท้ายนับเรียงเริ่มจาก 1 ไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะถึงสถานที่สุดท้าย ในการแข่งขันแรลลี่จะเริ่มต้นปล่อยรถที่เข้าร่วมแข่งขันตามเบอร์ที่ได้รับไปทีละคันพร้อมทั้งแจ้งเวลาที่กำหนดในการเดินทางไปยัง TC ต่าง ๆ ที่ได้กำหนดไว้ และเมื่อได้รับหมายกำหนดการในการเดินทางแล้วผู้เข้าแข่งขันจะต้องเดินทางไปยังจุดที่กำหนดไว้ให้ทันเวลาที่กำหนดในแต่ละจุดหมาย ถ้าผู้เข้าแข่งขันไปถึงช้าหรือเร็วกว่าเวลาที่กำหนดผู้เข้าแข่งขันจะเสียแต้มนาทีละ 1 คะแนน ซึ่งในระหว่างการเดินทางในการแข่งขันจะต้องคอยค้นหารหัสตรวจสอบในการผ่านทางหรือเรียกว่า RC (Rule Check) ที่ซ่อนไว้ตามทางให้พบอีกด้วย

ทั้งต้องทำเวลาในการแข่งขัน ทั้งต้องตะลุยในเส้นทางวิบากอันตรายที่ไม่คาดคิด และยังต้องค้นหาปริศนาที่ซ่อนไว้ตามเส้นทาง ทำให้การแข่งขันแรลลี่เป็นการแข่งขันที่เต็มไปด้วยความสนุกสนาน ดุดัน และแข็งแกร่ง จนเป็นที่นิยมแพร่หลายไปทั่วทั้งโลก ซึ่งถ้าหากใครได้รับชมจะได้พบรถยนต์คันมหึมาราวกับราชสีห์ขับทะยานขึ้นบนเส้นทางวิบากอย่างองอาจแล้วถลาลงพื้นราวกับพญาอินทรีย์ที่ไม่สะทกสะท้านต่อความหฤโหดของผืนแผ่นดิน และหากใครได้เป็นผู้ชนะในการแข่งขันแรลลี่โลกจะถูกบันทึกไว้ในหอประวัติศาสตร์แรลลี่โลกอย่างสมเกียรติแห่งชัยชนะอีกด้วย

 

เส้นทางนักแข่งรถยนต์มืออาชีพที่ไม่ยากเกินความเป็นจริง

บนโลกนี้มีความฝันเกิดขึ้นมามากมายและเมื่อมีความฝันเกิดขึ้นมามากมายสิ่งที่ติดตามมาก็คือเส้นทางที่จะต้องเดินทางไปสู่ความความเป็นจริง ซึ่งไม่ว่าจะเป็นอาชีพคุณครู หมอ หรือนักธุรกิจ ล้วนแต่จำเป็นต้องมีเส้นทางการเดินไปให้ถึงจุดหมายที่ถูกต้องจึงจะสำเร็จได้ดั่งที่ตั้งใจ ดังนั้นถ้าหากจะทำให้ความฝันที่ตั้งใจไว้กลายเป็นความจริงได้จะต้องเลือกเดินบนเส้นทางที่ถูกต้องในหนทางของแต่ละอาชีพที่ใฝ่ฝันไว้จึงจะสามารถทำให้ความฝันกลายเป็นความจริงขึ้นมาได้

อาชีพนักแข่งรถยนต์เป็นอีกหนึ่งอาชีพความใฝ่ฝันของใครหลายต่อหลายคนที่ชอบความเร็ว ความท้าทายและความสวยงามบนท้องถนน ซึ่งหนทางที่จะไปถึงจุดการเป็นนักแข่งมืออาชีพที่แท้จริงได้นั้นไม่ใช่เรื่องยากเกินความเป็นจริงหากเพียงได้เดินบนเส้นทางที่ถูกต้องพร้อมกับสามารถไขว่คว้าโอกาสที่มาถึงได้ในการแข่งขันตามรายการแข่งขันรถยนต์มือสมัครเล่นต่าง ๆ

บนถนนเส้นทางการเป็นนักแข่งรถยนต์มืออาชีพที่ถูกต้องนั้นได้ถูกตั้งกฎเกณฑ์เป็นขั้นเป็นตอนที่ทำให้ทุกคนสามารถก้าวขึ้นไปถึงได้โดยง่าย โดยสามารถเริ่มต้นศึกษาจากสถาบันการสอนพื้นฐานสำหรับการเป็นนักแข่งรถที่ถูกต้องตามรูปแบบการขับขี่เพื่อแข่งขัน ต่อมาเมื่อเรียนรู้ขั้นพื้นฐานการขับขี่จนสำเร็จก็จะต้องฝึกทักษะการขับขี่แบบพิเศษเฉพาะสำหรับการแข่งขัน ไม่ว่าจะเป็นการขับขี่เข้าโค้งสำหรับการแข่ง การใช้เบรกระหว่างการแข่ง รวมถึงการขับขี่หลบสิ่งกีดขวางตามหลักสูตรเฉพาะของสถาบัน พร้อมทั้งเรียนรู้กฎกติกาสำหรับการเป็นนักแข่งมืออาชีพให้ครบถ้วนก่อนที่จะไปขอใบอนุญาติขับแข่งจากราชยานยนต์สมาคมแห่งประเทศไทย  ในพระบรมราชูปถัมภ์ (รยสท.) ซึ่งก็คือ FIA ของไทยเป็นขั้นตอนสุดท้าย และเมื่อได้รับใบอณุญาติเรียบร้อยจะสามารถนำใบรับรองนี้ไปลงแข่งขันในรายการใดก็ได้เป็นระยะเวลา 1 ปี เป็นอันสิ้นสุดเส้นทางการเป็นนักแข่งรถมืออาชีพในส่วนแรกของเส้นทางบนถนนสายนี้  ซึ่งในส่วนที่สองไม่มีอะไรพิเศษไปกว่าความสามารถที่แฝงอยู่ในตัว ที่จะสามารถสร้างชัยชนะหรือความประทับใจในการขับขี่แข่งขันมือสมัครเล่นตามรายการต่าง ๆ ให้เป็นที่ประจักษ์แก่บรรดาผู้สนับสนุนยักษ์ใหญ่ให้มาสนใจและเลือกให้ขึ้นมาเป็นนักแข่งรถยนต์มืออาชีพได้ในอนาคต

เมื่อเส้นทางถูกต้องความฝันก็จะชัดเจนขึ้นและเมื่อความฝันชัดเจนขึ้นความสุขในชีวิตก็จะติดตามมา การเป็นนักแข่งรถมืออาชีพเป็นสิ่งที่หลายคนมองดูว่าไม่อาจจะเป็นไปได้ แต่ถ้าหากได้ลองเรียนรู้และศึกษาอย่างถ่องแท้แล้วจะสามารถมองเห็นได้ว่าเส้นทางบนถนนสายนี้ก็ไม่ยากเกินความสามารถที่มนุษย์จะทำได้ และไม่ว่าจะเป็นความฝันไหนหากได้ศึกษาบนเส้นทางที่ถูกต้องอย่างแท้จริงแล้วก็ไม่อาจที่จะไม่เป็นจริง

 

เอฟวัน 2018 คำนำแห่งความเร็ว ก่อนถึง Monte-Carlo

เปิดฉากไปเรียบร้อยสำหรับการแข่งขันเอฟวันประจำปี 2018 ซึ่งตอนนี้บรรดาเหล่านักแข่งเอฟวันก็ได้เหยียบคันเร่งผ่านมาแล้วถึง 5 สนาม เป็นการผ่านโค้งแรกมาได้อย่างสวยงาม ปลอดภัย และไม่มีใครบาดเจ็บ จาก 5 สนามมีเรื่องราวความเร็วมากมายที่เกิดขึ้น มีการชิงไหวชิงพริบ ชิงจังหวะของการขึ้นเป็นผู้นำในกลุ่มของการแข่งขันอย่างสนุกสนานและเร้าใจ ก่อนจะถึงมอนติคาโล เดอะโมนาโก ในสนามที่ 6 ไปดูกันว่า เหล่าสุดยอดนักแข่งรถเอฟวัน ทิ้งคำนำของบทหนังสือแห่งความเร็วไว้ว่าอย่างไรบ้าง ก่อนที่จะเข้าสู่บทจริง

ทีมที่เข้าร่วมการแข่งขันเอฟวัน 2018 ในปีนี้เต็มไปด้วยเหล่าบรรดายักษ์ใหญ่แห่งวงการรถยนต์ ที่ตบเท้าเข้าร่วมแข่งกันอย่างคับคั่งเหมือนเคย พร้อมทั้งบรรดาสุดยอดนักขับเอฟวันที่ทั่วโลกต่างรู้จักกันดี อย่างเมอร์เซเดสมาคู่กับ ลูอิส แฮมิลตัน แชมป์ 3 สมัย และแชมป์เก่ารายล่าสุดจากปีที่แล้ว ทางด้านม้าลำพองฟอร์รารี่ส่ง เซบาสเตียน เวทเทล แชมป์ 4 สมัยมาท้าชิงบัลลังก์ปี 2018 ส่วนทัพเรดบูล กระทิงดุส่ง ดาเนียล ริคคิอาร์โด กระทิงมืดเตรียมมาเขย่าวงการ และยังมีม้ามืดฝีมือดีจากอีกหลายทีมชั้นนำของเอฟวันไม่ว่าจะเป็นจาด แม็คลาเร็น, ฮาสเอฟ วัน, โทโรรอสโซ, เรโนลต์,วิ ลเลียมส์ และฟอร์ซอินเดีย ทำให้บนสนามในปีนี้เต็มไปด้วยบริษัทรถแข่งชั้นนำจากทั่วโลกที่เข้าร่วมการแข่งขัน

การแข่งขันเอฟวัน 2018 ออกตัวอย่างฮือฮาด้วยการสตาร์ทคว้าแชมป์แรกประเดิมรายการของ เซบาสเตียน เวทเทล จากเฟอร์รารี่แชมป์ 4 สมัยของเอฟวัน ที่สนามแรกในเมืองเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย ขึ้นเป็นผู้นำกลุ่มเอฟวัน และยังเดินหน้าคว้าแชมป์ในสนามที่ 2 ที่บาเรนห์ ขึ้นโพเดียมติดต่อกัน 2 ครั้ง และติดต่อกันใน 2 สนาม ก่อนที่จะโดนกระทิงมืดจากเรดบูล ส่งดาเนียล ริคาโด ลงมาปาดหน้าเขย่าวงการด้วยการคว้าแชมป์ที่สนาม 3 ในประเทศจีน และแชมป์เก่าก็ไม่สามารถจะทนไหว กระโดดลงมาร่วมวงกระชากแชมป์ที่โพเดียมที่ 4 ในสนามอาเซอร์ไบจาน เป็นการเปิดซิงปี 2018 ได้สำเร็จ และย้ำชัยชนะด้วยลวดลายของแชมป์เก่าที่สนามที่ 5 ประเทศเสปน ด้วยเวลา 1:35:29:972 คว้าแชมป์ 2 สนามติดต่อกัน และขึ้นเป็นผู้นำกลุ่มเอฟวันประจำปี 2018 ก่อนที่จะถึงสนามที่ 6 มอนติคาโล เดอะโมนาโก ด้วยคะแนนนำ 95 คะแนน

ช่วงการแข่งขันในโค้งแรกผ่านไปด้วยความเข้มข้น และยังจะเข้มข้นมากขึ้นกว่านี้อีก ตามบททดสอบของสนามที่เหลืออยู่ คำนำจากหน้าหนังสือพึ่งผ่านไปส่วนบทจริงกำลังจะเริ่มขึ้น จะเกิดแชมป์สามสนามติดต่อกันหรือไม่ และปลายทางของเอฟวัน ใครจะเป็นผู้พิชิต มาติดตามอ่านหนังสือแห่งความเร็วเล่มนี้ไปด้วยกัน

 

จิมคาน่า (Gymkhana) การเช็คสภาพรถที่แสนเร้าใจ

ในยุคปัจจุบันมีการแข่งขันสำหรับรถแข่งมากมาย ที่มุ่งเน้นไปที่ความเร็วของรถยนต์ และความแรงของเครื่องยนต์ แต่จิมคาน่ากลับเป็นกีฬามอเตอร์สปอร์ตที่แตกต่างออกไป เป็นการแข่งที่ใช้ความเร็วในการแข่งระดับต่ำถึงปานกลางในการแข่งขันเท่านั้น ไม่เน้นความเร็ว ไม่เน้นความแรงของเครื่องยนต์ เน้นแต่ทักษะเทคนิคการเข้าทำ ความสามารถในแต่ละจุด ที่ผู้ขับสามารถใช้ปัญญาแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้ และยังเป็นพื้นฐานการฝึกที่สำคัญสำหรับผู้ที่ต้องการเป็นนักแข่งในอนาคต

จิมคาน่า (Gymkhana) เป็นการแข่งที่เรียกได้ว่า มีการใช้ต้นทุนจัดการแข่งขัน และทำทีมแข่งที่ต่ำที่สุดในการแข่งขันรถยนต์ เพราะแค่เริ่มต้นในการเลือกรถก็ไม่ต้องใช้อะไรมาก ขอเป็นเพียงรถยนต์ที่สามารถขับได้ ก็สามารเข้าแข่งจิมคาน่าได้ทันที รถบ้านทั่วไป รถที่เอาไว้ขับไปทำงานหรือไปซื้อกับข้าว ก็สามารถนำมาลงแข่งได้ โดยไม่ต้องตกแต่งเพิ่มเติมเรื่องเครื่องยนต์เข้าไปแม้แต่ชิ้นเดียว จิมคาน่าเป็นการแข่งขันที่ต้องนำรถลงแข่งก่อน แล้วจะรู้ว่าจะต้องทำยังไงกับรถดี รถที่นำมาแข่งมีความสามารสูงสุดแค่ไหน อะไหล่อะไรที่กำลังจะพังลงบ้าง จิมคาน่าจึงกลายเป็นบททดสอบวัดค่ารถ หรือเช็คสภาพรถที่ดีที่สุด ที่เราสามารถรับรู้และแก้ไขได้ด้วยตนเอง โดยที่ได้ของแถมคือความสนุกสนานเร้าใจไปกับมัน ซึ่งนอกจากความสนุกสนานแล้ว ยังได้เพิ่มเติมทักษะการขับรถในชีวิตประจำวันเข้าไปอีกด้วย การแข่งขันใช้รถแบบจิมคาน่า ไม่เหมือนการแข่งชนิดเซอร์กิตหรือดริฟท์ ที่ต้องเตรียมเครื่องยนต์หรือตกแต่งช่วงล่าง ส่วนประกอบต่าง ๆ  เพื่อเตรียมความพร้อมลงไปตลุยให้ทั่วสนาม โดยทั่วไปการแข่งจิมคาน่าจะจัดการแข่งตามลานกว้างทั่วไป โดยจะมีกรวยวางไว้เป็นตัวกำหนดเส้นทาง ซึ่งกฎกติกาหากใครขับโดนกรวยจะถูกเพิ่มเวลาเข้าไปอีก 2 วินาที ส่วนใครสามารถทำเวลาได้น้อยที่สุดก็จะเป็นผู้ชนะการแข่งขัน

เทคนิคในการมองสนามก่อนที่จะลงแข่งจริง สำหรับผู้ที่เริ่มใหม่หรือเรียกว่ามือใหม่นั้น ต้องทำความเข้าใจก่อนว่าการแข่งจิมคาน่าก็เหมือนกับแข่งในสนามแข่งทั่วไป โดยมีการนำกรวยไปวางไว้เป็นตัวกำหนดเส้นทาง แต่ในสนามนี้ไม่มีขอบสนามให้ได้เห็นเหมือนรายการแข่งขันอื่น ๆ จะเป็นแค่วิวโล่งบนลานกว้าง ซึ่งจะกลายเป็นบททดสอบที่ยากในการแข่งขันและจะประมาทในจุดนี้ไม่ได้ หากเข้าใจวิธีการและกติกาที่ได้อธิบายไปแล้ว ก็ควรนำรถที่บ้านออกมาเช็คสมรรถภาพรอได้เลย แล้วขับออกมาลุยการแข่งที่สนุกสนาน และแสนตื่นเต้น ในแบบที่ไม่มีที่ใหนให้ได้มากกว่าการแข่งขันนี้อีกแล้ว

 

รถธรรมดาที่ควรค่าแก่การฝึกดริฟท์

การดริฟท์เป็นกีฬามอเตอร์สปอร์ตอีกประเภทหนึ่ง ที่มีการจัดการแข่งขันขึ้นกันอย่างแพร่หลาย โดยใช้รูปแบบสนามการแข่งขันด้วยทางโค้ง และใช้ทักษะการควบคุมรถให้หมุนเป็นวงเข้าไลน์เส้นโค้งถนน การขับบนถนนสายดริฟท์นี้มีจุดเริ่มต้นมาจากประเทศญี่ปุ่น จากการแข่งขันกันบนภูเขาตามชนบท

ในความจริงรถธรรมดาทุกคันสามารทำการดริฟท์ได้หมือนรถที่ใช้แข่งขันในการดริฟท์ทั่วไป ขึ้นอยู่กับทักษะของผู้ขับว่าสามารถจะควบคุมให้มันทำการดริฟท์ได้มากน้อยแค่ไหน แต่ถึงแม้จะทำได้เหมือน ก็ไม่สามาถที่จะทำได้ดีเท่ากับรถที่เอาไว้ใช้สำหรับในการแข่งในสนามโดยเฉพาะ ส่วนที่รถธรรมดาสามารถดริฟท์ได้นั้น เกิดจากรถที่ผู้ผลิตสร้างมาให้ไว้แก้ปัญหาสำหรับการทรงตัวในเวลาที่เกิดอุบัติเหตุ หรือสูญเสียการทรงตัวจากปัจจัยต่าง ๆ

ปัจจุบันได้มีการนำรถธรรมดาทั่วไปมาปรับแต่งให้เหมาะกับการแข่งขันในการดริฟท์มากขึ้น สำหรับผู้ที่ต้องการเรีบนรู้ทักษะการดริฟท์ โดยเริ่มต้นจากมองหารถธรรมดา น้ำหนักประมาณ 1.3 ตัน และใช้กำลังขับเคลื่อนจากด้านหลัง มีกำลังเครื่องยนต์ประมาณ 200 แรงม้าขึ้นไป พอที่จะทำให้ล้อสามารถปัดเป็นวงตามไลน์โค้งได้ นอกจากนี้การเลือกรถที่หาอะไหล่ช่วงล่างเปลี่ยนได้ง่าย จะทำให้ประหยัดในการตกแต่ง และซ่อมแซมมากกว่ารถที่หาอะไหล่เปลี่ยนยาก ส่วนตัวเครื่องสำหรับรถดริฟท์ โดยส่วนใหญ่จะไปหาเครื่องมาวางเข้าไปใหม่ โดยมีแบบเครื่องที่นิยม คือ อาร์บี เจวัน เจทู เอสอาร์ 20 ฝาแดง ฝาดำ เป็นเครื่องยนต์ที่เหมาะสำหรับการดริฟท์มากที่สุด เกียร์ที่ใช้ในการฝึกและทำการแข่งสำหรับนักขับดริฟท์ เกียร์ธรรมดาจะเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า เพราะทำให้เทคนิคในการเข้าทำไลน์ สามารถทำได้อย่างหลากหลายแนวทางและมีความสวยงาม ซึ่งเกียร์ออโต้ก็สามารถใช้ในการทำดริฟท์ที่สวยงามได้ แต่จะไม่สามารถใช้ในเทคนิคบางอย่าง ที่เป็นการลือกเข้าทำแบบจังหวะแบบเกียร์ธรรมดาได้ ในเรื่องของยางรถ สำหรับผู้ที่อยู่ในเบื้องต้น ให้ใช้ยางเปอร์เซ็นต์เท่าไหร่ก็ได้ในการฝึก ให้มีทักษะพอลงแข่งได้ก่อน ถึงค่อยขยับไปใช้ยางสำหรับแข่งจริง แค่นี้ก็เป็นจุดเริ่มต้นของการที่มีรถธรรมดาที่ควรค่าแก่การฝึกดริฟท์เบื้องต้นแล้ว

ข้อควรระวังหลังจากที่ได้แปลงโฉมรถอย่างเต็มสูตรในการดริฟท์แล้ว ก็คือการนำรถออกไปใช้บนถนนปกติ เพราะหลังจากที่มีการปรับแต่งเพื่อใช้แข่งขันแล้ว ช่วงล่างและท้ายจะถูกเซตให้มีการปัดเป็นวงได้ง่าย เมื่อเวลาเข้าโค้งหรือยูเทิร์นรถด้วยความเร็ว อาจทำให้เกิดอุบัติเหตุตามมา แต่ถ้ายังอยู่ในช่วงปรับแต่งเบื้องต้นในการวางเครื่อง และรถที่มีกำลังขับเคลื่อนหลังปกติเท่านั้น ก็สามารถขับได้อย่างปกติ แต่ก็ต้องระมัดระวังการในการขับรถยนต์ไว้ทุกเมื่อ เพื่อจะได้มีเวลาสำหรับตลุยความมันของกีฬามอเตอร์สปอร์ตยาวนานมากขึ้น

 

การเข้า พิทสต็อป (Pit Stop) สูตรสำคัญของชัยชนะ

การแข่งขันรถฟอร์มูล่าวัน เป็นการแข่งขันรถที่มีความเร็วเป็นอันดับหนึ่งของโลก ตัดสินโดยการเก็บสถิติคะแนนในแต่ละสนามให้ได้มากที่สุด และนักแข่งคนใดที่สามารถพิชิตรอบที่กำหนด และเข้าเส้นขัยได้ก่อนจะเป็นผู้ที่ได้รับชัยชนะและได้ขึ้นไปฉลองชัยบนโพเดียมของสนามนั้น ๆ ดังนั้นเวลาทุกวินาทีบนสนามจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการแข่งขัน มีค่ามากกว่าทุกสิ่งในเวลานั้น หลายคนต่างคิดว่าถ้าทุกวินาทีมีค่าขนาดนั้น ทำไมถึงไม่วิ่งแบบรอบเดียวจบโดยไม่ต้องเข้าพิทสต็อปแล้วเข้าเส้นชัยไปรับรางวัลเลย เรื่องนี้มีความลับที่ซ่อนอยู่นั่นเอง

สำหรับในการแข่งขันรถฟอร์มูล่าวัน มันเป็นไปไม่ได้เลยที่จะวิ่งรอบเดียวโดยที่ไม่เข้า พิทสต็อป เพราะในการแข่งขันแต่ละรอบ เหตุผลแรกคือการใช้น้ำมัน ซึ่งในการแข่งขันรถฟอร์มูล่าวัน รถที่ใช้ความเร็วมากกว่า 300 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จะกินน้ำมัน 3 ลิตรต่อกิโลเมตร ซึ่งรวมระยะทางทั้งหมดที่ต้องวิ่งต่อรอบแล้ว รถฟอร์มูล่าวันไม่สามารถวิ่งครั้งเดียวจบได้ถ้าไม่เข้าจุดพิทสต็อป ดังนั้นจึงมีการคิดวิธการเติมน้ำมันเป็นสูตรหลายรูปแบบ แตกต่างกันของแต่ละทีม เพื่อใช้ในการเข้าพิทสต็อปในแต่ละครั้ง และใช้เวลาให้น้อยที่สุด สามารถที่จะทำเวลาได้ดีขึ้นในรอบต่อไป จนถึงรอบสุดท้าย อีกทั้งยังมีการเปลี่ยนยางวิ่งในแต่ละรอบการแข่งขัน สำหรับยางเส้นที่เสียหรือเปลี่ยน เพื่อจะทำให้การวิ่งในแต่ละรอบไม่เหมือนกันตามสภาพท้องถนน และจังหวะที่ต้องการจะใช้ว่ารอบนี้จะใช้เพื่อความเร็ว หรือรอบนี้จะใช้เพื่อที่จะรักษาเวลา การแข่งขันของทีม ภาคสนามของแต่ละทีมที่จุดพิทสต็อป จะถูกฝึกซ้อมให้มีการทำงานที่รวดเร็วและแม่ยำ ในการทำหน้าที่แต่ละส่วนของจุดต่าง ๆ โดยมีบันทึกไว้ว่า ทีมที่ทำเวลาได้เร็วที่สุด ใช้เวลาในการเปลี่ยนยางทั้ง 4 เส้น เพียงแค่ 1.92 วินาที

การที่มีน้ำมันในรถแข่งน้อย ก็เป็นปัจจัยหนึ่งในการทำเวลาให้เร็วขึ้นได้ในแต่ละรอบ เพราะน้ำหนักของรถแข่งยิ่งเบา ก็ยิ่งจะทำให้รถมีความเร็วเพิ่มมากขึ้น ซึ่งถ้ารถไม่เติมน้ำมันให้เต็มถังในรอบแรก ก็อาจจะมีผลทำให้รถเบาขึ้นและสามารถทำเวลาได้ดีกว่ารถคันอื่นที่เติมน้ำมันมาเต็มถัง  ถึงแม้ว่าจะต้องเข้าพิทสต็อปบ่อย แต่สามารถทำเวลาบนสนามได้ดีกว่าคู่แข่ง จึงเป็นทฤษฎีที่หลายทีมนำไปใช้เป็นจังหวะขึ้นนำ หรือช่วงเวลาพลิคล็อคของรอบจนนำมาสู่ชัยชนะ นอกจากนี้การเข้าพิทสต็อป ยังเป็นการช่วยซ่อมแซมส่วนที่เกิดอุบัติเหตุกับตัวรถระหว่างการแข่งขัน จากอุบัติเหตุ การกระแทกต่าง ๆ หรือภัยธรรมชาติจากเศษหิน กิ่งไม้ ที่เกิดขึ้นแบบไม่คาดคิด ให้สามารถกลับมาทำการแข่งขันต่อไปให้จนจบได้

ถ้าถามว่าเวลามีค่าแค่ไหน ลองมาดูเจ้าหน้าที่ในพิทสต็อปนี้ทำงานดู แค่เสี้ยววินาที ก็มีค่ามากมายสำหรับพวกเขาแล้ว