MotoGP กฎ-กติกาที่ควรรู้ก่อนเริ่มดูการแข่งขัน

MotoGP คือรายการแข่งขันมอเตอร์ไซค์ทางเรียบชิงแชมป์โลก ที่มีมายาวนานเริ่มตั้งแต่ปี 1949 ที่ถือเป็นฤดูกาลแรก โดยชื่อว่ารายการ World Champion Motorcycles Grand Prix และต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็นรายการ MotoGP ในปี 2002 หากเปรียบเทียบความยิ่งใหญ่ของการประลองความเร็ว MotoGP ก็นับเป็นรายการใหญ่ที่สุดเช่นเดียวกับรายการ F1 ของการแข่งรถยนต์ชิงแชมป์โลก โดยมีเหล่านักพนันทั่วโลกให้ความสนใจร่วมเดิมพันมากมาย

ในปี 2018 ที่ผ่านมาประเทศไทยของเรายังได้รับการบรรจุเป็นหนึ่งในสนามแข่งขันมอเตอร์ไซค์ทางเรียบชิงแชมป์โลกนี้อีกด้วย โดยเป็นสนามที่ 15 ของรายการ MotoGP จึงทำให้แฟนกีฬาที่รักความเร็วได้ให้ความสนใจต่อการแข่งขันระดับโลกนี้กว้างขวางมากขึ้น จึงขอนำเสนอกฎ กติกาพื้นฐานของการแข่งขัน เพื่อให้คนที่เพิ่งเริ่มสนใจ MotoGP ได้รับอรรถรสในการรับชมการแข่งขันมากขึ้นตามไปด้วย

ประเภทการแข่งขันและกติกาพื้นฐานของ MotoGP มีอะไรบ้างที่เราต้องรู้

การแข่งขัน MotoGP ในแต่ละฤดูกาลเดิมจะทำการแข่งขันทั้งหมด 18 สนามเพื่อทำการเก็บคะแนน โดยในฤดูกาลปี 2018-2019 ได้มีการเพิ่มขึ้นมาอีก 1 สนามนั่นก็คือ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ ที่ประเทศไทยของเรานั่นเอง จึงรวมเป็นทั้งหมด 19 สนาม การเปิดฤดูกาลจะเริ่มต้นประมาณเดือนมีนาคม และปิดฤดูกาลช่วงเดือนพฤศจิกายน

การแข่ง MotoGP แต่ละสนาม จะใช้เวลาแข่งทั้งหมด 3 วัน โดยจะแบ่งดังนี้

วันที่ 1 Practice Day ขี่ FP1 และ FP2 นั่นคือ Free Practice หรือการซ้อมโดยการขี่ FP1 และ FP2 ใช้เวลา 45 นาที ทำการจับเวลา

วันที่ 2 Qualifying Day ขี่ FP3, FP4 และ Q1, Q2 โดยวันที่ 2 จะแบ่งเป็น 2 ช่วง

-เริ่มจากช่วงแรก การขี่ FP3 จะทำการจับเวลา 45 นาที ซึ่งการขี่ FP1-FP3 ตั้งแต่วันที่ 1-วันที่ 2 จะมีการเลือกเวลาที่ดีที่สุดของนักแข่งแต่ละคน ซึ่งนักแข่ง 10 อันดับแรกที่ทำเวลาดีที่สุดจะผ่านเข้าสู่รอบ Q2 หรือ Qualifying Q2 ส่วนนักแข่งที่เหลือตั้งแต่ลำดับที่ 11 เป็นต้นไปจะเข้าสู่รอบ Qualify Q1

-ช่วงที่ 2 การซ้อม หรือ Free Practice 4 จะใช้เวลา 30 นาที แต่ไม่จับเวลา ถือเป็นแค่การซ้อมและปรับเซ็ตรถก่อนรอบ Qualifying Q1 และ Q2 ซึ่งรอบ Qualifying Q1 ใช้เวลา 15 นาที สำหรับการจัดลำดับกริดสตาร์ทตั้งแต่ลำดับที่ 13 เป็นต้นไป

-ส่วน Qualifying Q2 ใช้เวลา 15 นาทีเช่นกัน ใช้สำหรับการจัดลำดับกริดสตาร์ทของนักแข่งตั้งแต่ลำดับที่ 1-12 (นำนักแข่ง 10 อันดับแรกที่สามารถทำเวลาดีที่สุดจากการซ้อม FP 3 รอบแรก และนักแข่ง 2 ลำดับแรกจากรอบ Q1 มาแข่งเพื่อจัดอันดับสตาร์ทลำดับที่ 1-12 นั่นเอง)

วันที่ 3 Race Day แบ่งเป็น 2 ช่วงคือการขี่ WUP และ RAC

-WUP คือ Warm up หรือการอุ่นเครื่องและเป็นการปรับเซ็ตรถครั้งสุดท้ายก่อนการแข่งขัน

-Race  คือช่วงที่เข้าสู่การแข่งขันจริง โดยนักแข่งจะขี่เพื่อวอร์มอัพก่อน 1 รอบโดยหากในรอบวอร์มอัพ รถของนักแข่งเกิดปัญหา เช่น ต้องเปลี่ยนรถ นักแข่งสามารถขับรถเข้าพิท (Pit ) ได้เลย แต่ตอนที่ออกสตาร์ทในตอนแข่งจริงจะต้องออกสตาร์ทจากพิทเลน (Pit Lane) เท่านั้น

 การเก็บคะแนนของแต่ละสนาม การให้คะแนนของลำดับที่ 1 – 5 คือ 25, 20, 16, 13 และ 11 คะแนน ตามลำดับ ตั้งแต่ลำดับที่ 6 ได้ 10 คะแนน และลดหลั่นไปลำดับละ 1 คะแนนจนถึงอันดับสุดท้ายคืออันดับที่ 15 คือได้ 1 คะแนน ส่วนนักแข่งที่ต่ำกว่าลำดับที่ 15 จะไม่ได้คะแนน

การลงโทษนักแข่ง หากทำผิดกติกา จะใช้ระบบสะสมคะแนนความประพฤติในสนามแข่ง เช่น การขับขี่ที่หวาดเสียว พฤติกรรมก้าวร้าวในสนาม เป็นต้น แบ่งเป็นการลงโทษ 3 ระดับได้แก่

-ระดับที่ 1 คะแนนความประพฤติถึง 4 คะแนน จะถูกลงโทษให้นักแข่งออกสตาร์ทแถวหลังสุด

-ระดับที่ 2 สะสมครบ 7 คะแนน จะได้ออกสตาร์ทจาก Pit Lane ซึ่งมีการจำกัดความเร็วที่ 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

-ระดับที่ 3 ครบ 10 คะแนนจะได้รับโทษด้วยการถูกสั่งห้ามแข่งขันในสนามต่อไปในทันที

ทั้งหมดนี้เป็นกติกาและสิ่งที่ควรรู้พื้นฐานในการดูรายการแข่งขัน MotoGP แบบคร่าว ๆ รู้แล้วรับรองว่าจะทำให้แฟน ๆ สายนักซิ่งที่พร้อมจะร่วมเชียร์นักแข่งระดับโลก ได้ลุ้นและเข้าถึงอารมณ์การแข่งขันได้ดีมากขึ้นอย่างแน่นอน

Pit Stop คืออะไรและมีหน้าที่สำคัญอย่างไรในสนามแข่ง F1

พิทสต็อป (Pit Stop) คือพื้นที่หรือตำแหน่งที่นักแข่งรถของแต่ละทีมใช้สำหรับซ่อมแซมรถ หรือปรับปรุงรถทั้งก่อนแข่ง ระหว่างแข่งและหลังแข่ง ยามที่เราได้ชมการแข่งขันรถฟอร์มูลาวัน (Formula 1) ซึ่งเป็นสุดยอดของการประลองความเร็วของนักแข่งรถในระดับโลก เรามักจะเห็นว่าในสนามแข่งขันนั้นมีจุดที่นักแข่งจะต้องขับเข้าไปเปลี่ยนอุปกรณ์รถในช่วงหนึ่งของการแข่งขันด้วยความรวดเร็ว ซึ่งในวงการแข่งรถเรียกว่าจุดพิทสต็อป ( Pit Stop) หรือพิท (Pit) หรือจะเรียกอีกชื่อว่า Cockpit ก็ได้

พิทสต็อป (Pit Stop) ส่วนสำคัญของทีมแข่งรถระดับมืออาชีพที่ขาดไม่ได้      

ในสนามแข่งขัน Formula 1 การทำ Pit Stop นั้นมีความสำคัญมาก ๆ การแข่งขันที่นักขับต้องใช้ความเร็วเพื่อทำเวลาให้ดีที่สุดเพื่อที่จะเก็บคะแนนให้สูงที่สุดในแต่ละสนาม ดังนั้นเวลาทุกวินาทีย่อมมีค่ามาก ๆ เพราะเมื่อถึงเวลาที่นักแข่งขับเข้าพิท แปลว่ารถจะต้องหยุด แต่เวลาในการแข่งขันนั้นไม่ได้หยุดตามไปด้วย ซึ่งการแข่ง F1 นั้นมีกฎให้รถจะต้องเข้าพิทสต็อปของทีมอย่างน้อย 1 ครั้งต่อสนามแข่งขัน และใช้เวลาไม่เกิน 10 วินาทีต่อการเข้าพิท 1 ครั้ง

เหตุผลที่รถแข่งจะต้องเข้าพิทนั่นก็คือ ในแต่ละสนามจะแข่งกันที่ระยะทาง 300 กิโลเมตร หรือนับเป็นรอบจะอยู่ที่ 50-70 รอบ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความยาวรอบต่อรอบในแต่ละสนาม การเข้าพิทเพื่อเปลี่ยนยางในระหว่างการแข่งขันจึงเป็นเรื่องที่จำเป็นและสำคัญมาก ๆ และบางครั้งอาจจะเกิดอุบัติเหตุในสนาม ทำให้ต้องขับเข้าพิทเพื่อมาซ่อมแซมหรือเปลี่ยนอะไหล่หากเกิดความเสียหายกับตัวรถ

ตำแหน่งพิทสต็อปนั้น จะต้องมีการขับเข้าพิทเลน (Pit Lane) มาก่อนด้วยความเร็วที่กำหนดซึ่งจะตั้งอยู่บริเวณด้านหน้าของโรงเก็บรถของทีมรถแข่งนั้น ๆ เพื่อให้สะดวกต่อการขนย้ายอุปกรณ์เพื่อมาเซอร์วิสรถแข่งของทีม และความสำคัญของตำแหน่งพิทสต็อปนั้น ถูกกำหนดมาจากอันดับ Ranking ของทีมในฤดูกาลที่ผ่านมา หากทีมอยู่ในอันดับต้น ๆ ก็จะได้ตำแหน่งชองจุดพิทสต็อปใกล้กับปากทางเข้าของ Pit Lane ทำให้นักแข่งได้เปรียบจากการขับเข้าพิทง่ายมากขึ้นนั่นเอง

เมื่อทุกเสี้ยววินาทีในสนามนั้นมีความหมาย ทีมแข่ง F1 แต่ละทีมจึงต้องมีทีมงานที่ถูกเรียกว่า Pit Crew เป็นผู้ทำหน้าที่เปลี่ยนยางหรืออะไหล่ให้กับรถของนักแข่ง โดยต้องทำเวลาให้ไวที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อที่จะช่วยให้นักแข่งของทีมตัวเองนั้นทำเวลาในสนามได้ดีที่สุด ซึ่งจุดนี้เป็นอีกหนึ่งสีสันของการแข่งขันเลยก็ว่าได้ เพราะทุกคนต้องทำงานกันรวดเร็วว่องไวปานจรวด

การทำงานของ Pit Crew ซึ่งมีอยู่ประมาณ 15-20 คน โดยจะถูกแบ่งหน้าที่กันชัดเจน เมื่อไหร่ที่รถเข้ามาที่จุดพิทสต็อป จะมีเจ้าหน้าที่ประจำจุดเปลี่ยนยางทั้งหมด 4 เส้นต้องมีคนยกแม่แรง ขันน็อตล้อ ใส่ล้อ ซึ่งต้องอาศัยการฝึกซ้อมเพื่อความแม่นยำและรวดเร็วมาก ๆ และการทำงานจะถูกบันทึกเวลาเพื่อสร้างสถิติใหม่ไว้ทุกครั้ง ยิ่งใช้เวลาน้อยมากเท่าไหร่ก็ยิ่งได้เปรียบมากเท่านั้น

จุดพิทจึงเป็นอีกเอกลักษณ์หนึ่งที่คนรัก F1 ชอบและมักจะลุ้นไปกับการทำเวลาของพวกเขาทุกครั้ง ดังนั้นจุดพิทสต็อปและทีมงานที่ทำหน้าที่ทั้งหมดจึงถือว่าเป็นส่วนสำคัญมากและเป็นอีกหนึ่งพลังที่ช่วยสร้างชัยชนะของนักแข่งได้ทุกเสี้ยววินาที

อัพเดทสนามแข่งรถ MotoGP 19 สนามทั่วโลก แต่ละที่มีจุดเด่นอย่างไรบ้าง

รายการแข่ง MotoGP สุดยอดรายการแข่งรถมอเตอร์ไซค์ทางเรียบต้องใช้สนามแข่งถึง 19 สนามเพื่อชิงชัยกันในแต่ละฤดูกาลเลยทีเดียว มาดูกันว่าแต่ละสนามนั้นอยู่ที่ไหนบ้างและมีจุดเด่นที่น่าสนใจอย่างไร

สนามที่ 1 : Losail International Circuit ประเทศกาตาร์ (QATAR GP)  

สนามแห่งนี้มีลักษณะของภูมิประเทศเป็นทะเลทราย จึงมีสภาพภูมิอากาศที่ร้อนจัด มีระยะทาง 5.4 กิโลเมตร จำนวนทางโค้ง 16 โค้ง จึงต้องจัดการแข่งขันในเวลากลางคืน หรือแบบ Night Race  

Highlight : โค้งที่ 10 ซึ่งเป็นโค้งหักศอกถึงเกือบ 90 องศา และโค้งที่ 16 ที่เป็นโค้งสุดท้ายก่อนที่นักแข่งจะสามารถบิดเร่งความเร็วสำหรับทางตรงก่อนเข้าเส้นชัย

สนามที่ 2 : Termas de Rio Hondo Circuit ประเทศอาร์เจนตินา (ARGENTINA GP)

สนาม Termas de Rio Hondo Circuit มีระยะทาง 4.8 กิโลเมตร และมีโค้ง 14 โค้ง

Highlight : จุดเด่นของสนามจะอยู่ในโค้งที่ 3 โค้งยูเทิร์นซึ่งมีความลาดเล็กน้อย ถือเป็นจุดท้าทายและอันตราย หากนักแข่งพลาดก็มีโอกาสหลุดโค้งได้เสมอ

สนามที่ 3 : Circuit of the Americas ประเทศสหรัฐอเมริกา (AMERICAS GP)

สนามที่ 3 นี้ มีระยะทาง 4.8 กิโลเมตร โค้งทั้งหมด 20 โค้ง ได้รับการออกแบบมาเพื่อใช้แข่งรถ Formula 1 ทำให้มีโค้งหลายรูปแบบและมีความโหดมากทีเดียว

Highlight : อยู่ที่โค้งที่ 11 ซึ่งเป็นโค้งก่อนทางตรง นักแข่งจะเร่งความเร็วสุงสุดเพื่อแซงนักแข่งคนอื่น ๆ หรือพลิกเกมได้จากโค้งที่ 11 นี้

สนามที่ 4 : Circuit de Jerez ประเทศสเปน (SPANISH GP)

เป็นสนามที่มีระยะทาง 4.4 กิโลเมตร โค้ง 13 โค้ง

Highlight : โค้งที่ 6 โค้งยูเทิร์นนี้ รอปราบเซียนนักแข่งที่หากบิดกันเพลินจากช่วงทางตรงก็อาจจะพลาดท่าได้เหมือนกัน

สนามที่ 5 : Le Mans ประเทศฝรั่งเศส (FRENCH GP)

มีระยะทาง 4.2 กิโลเมตร โค้ง 14 โค้ง สนามนี้ถูกใช้เป็นสนามแข่งขัน “The 24 Hours of Le Mans” หรือการแข่งขันรถที่ใช้ความเร็วสูงต่อเนื่องถึง 24 ชั่วโมง

Highlight : ตัวสนามมีโค้งที่สุดแสนจะโหด โดยเฉพาะโค้งที่ 13 และ 14 ที่เป็นโค้งแคบต่อเนื่องกัน ถือเป็นจุดที่นักแข่งสามารถพลิกโอกาสในการขึ้นนำนักแข่งคนอื่น ๆ ได้เลย

สนามที่ 6 : Autodromo di Mugello ประเทศอิตาลี (ITALIAN GP)

มีระยะทาง 5.2 กิโลเมตร มี 15 โค้ง ตั้งอยู่บนเนินเขาเหนือเมืองฟลอเรนซ์ ถูกขนานนามว่าเป็นสนามแข่งขันรถมอเตอร์ไซค์ทางเรียบที่สวยงามที่สุด

Hilight : โค้งที่ 6 และ 7 เป็นจุดที่ผู้นำมักถูกแซง เนื่องจากลักษณะโค้งถัดไปถูกวางไว้ให้นักบิดต้องชะลอความเร็วเพื่อเตรียมตัวเข้าโค้งต่อไป

สนามที่ 7 : Circuit de BarcelonaCatalunya ประเทศสเปน (CATALAN GP)

มีระยะทาง 4.7 กิโลเมตร มี 13 โค้งถือเป็นสนามที่ทันสมัยที่สุด มีสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย อาทิเช่น ร้านอาหาร ศูนย์สื่อสารต่าง ๆ รวมถึงลานจอดเฮลิคอปเตอร์

Highlight : โค้งที่ 3 ต่อเนื่องยาวไปโค้งที่ 4 เป็นโค้งยาวสามารถไต่ความเร็วได้อย่างต่อเนื่อง ถ้านักแข่งสามารถบิดเข้าโค้งไฮสปีดนี้ได้ ก็จะได้เปรียบนักแข่งคนอื่นทันที         

สนามที่ 8 : TT Circuit Assen ประเทศสเปน (DUTCH GP)

มีระยะทาง 4.5 กิโลเมตร โค้ง 18 โค้ง ถูกขนานนามว่าเป็น “The Cathedral” ความยากและท้าทายของสนามแห่งนี้ คือสภาพอากาศที่แปรปรวนอย่างมาก ทั้งฝนตกและมรสุม

Highlight : โค้งที่ 16 17 18 เป็นโค้งตัว S ก่อนเข้าทางตรง Grandstand นักแข่งต้องมีทักษะการเบรกและพลิกตัวอย่างรวดเร็วเพื่อบิดเร่งทำความเร็วอีกครั้ง

สนามที่ 9 : Sachsenring ประเทศเยอรมนี (GERMAN GP)

มีระยะทางถือว่าสั้นที่สุดเพียง 3.7 กิโลเมตร และมีโค้ง 13 โค้ง

Highlight: ระหว่างโค้ง 12 และ 13 เป็นทางตรงเชื่อมระหว่าง 2 โค้ง ตัวโค้งมีความลาดเอียง ทำให้ความเร็วจากการเร่งจะเพิ่มขึ้น และโค้งที่ 13 นี้เองก็จะทำให้นักแข่งบางคนไถลหลุดโค้งได้

สนามที่ 10 : Automotodrom Brno ประเทศสาธารณรัฐเช็ก (CZECH GP)

สนามที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว มีระยะทาง 5.4 กิโลเมตร ทั้งหมด 14 โค้ง ด้วยสถานที่ที่เป็นแอ่งกระทะทำให้พื้นผิวสนามมีลูกเล่นไล่ระดับไปกับภูมิประเทศแบบเนิน

Highlight : โค้งที่ 10 เป็นรูปแบบของโค้งไฮสปีดที่นักแข่งจะลดความเร็วจากทางตรงเพื่อมาวัดใจกันในโค้งนี้

สนามที่ 11 : Red Bull Ring Spielberg ประเทศออสเตรีย (AUSTRIA GP)

มีระยะทาง 4.3 กิโลเมตร โค้ง 10 โค้ง ทางตรงของสนามนั้นมีความลาดชัน และมีระดับสูง-ต่ำสลับกันไปมา

Highlight : รูปแบบของสนามที่มีความสูงต่ำสลับกันไปมาในทางตรงยาว ทำให้นักแข่งต้องระวังในการเปิดคันเร่งและเบรกให้ดี

สนามที่ 12 : Silverstone Circuit ประเทศอังกฤษ (GREAT BRITAIN GP)

มีระยะทางของสนามยาวที่สุดคือ 5.9 กิโลเมตร จำนวน 18 โค้ง จึงทำให้มีจำนวนรอบการแข่งน้อยกว่าสนามอื่นซึ่งมีเพียง 20 รอบ

Highlight : โค้งที่ 14 มี ทางตัด 90 องศา ก่อนเข้าโค้งนี้มีเส้นทางตรงระยะสั้นหลังจากโค้ง 12 และ 13 บังคับให้นักแข่งเปิดคันเร่งเพื่อขึ้นเนินในโค้งที่ 14 หากนักแข่งไม่ระวังตัวจากองศาของตัวโค้งนี้ก็อาจจะพลาดท่าได้ง่าย

สนามที่ 13 : Marino World Circuit Marco Simoncelli ประเทศอิตาลี (SAN MARINO GP)

สนามนี้มีระยะทาง 4.2 กิโลเมตร 16 โค้ง มีศักยภาพที่สามารถรองรับการแข่งขันทั้งในเวลากลางวันและกลางคืน เป็นสนามที่มีพลังงานสะอาดและระบบที่สามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าโดยไม่มีการปล่อยมลพิษ

Highlight : สำหรับเหล่านักแข่ง คือทางตรงยาวในหลายจุดที่สามารถใช้ความเร็วได้เต็มที่ แต่ก็มีจุดที่นักแข่งต้องระวัง คือสภาพอากาศที่มีความชื้นสูงโอกาสที่ฝนจะตกบ่อยจนกลายเป็นการแข่งแบบ Wet Race และจุดโค้งที่ 14 ซึ่งเป็นโค้งตัว U หากนักแข่งไม่ระวังอาจจะพลาดไถลออกโค้งได้

สนามที่ 14 : Motorland Aragon ประเทศสเปน (ARAGON GP)

 มีระยะทาง 5.1 กิโลเมตร มี 17 โค้ง เป็นสนามที่มีความครบครัน ทั้งสิ่งอำนวยความสะดวกที่ทันสมัย โรงแรม แหล่งช้อปปิ้ง และศูนย์วิจัยการกีฬา

Highlight : ในโค้งที่ 16 โค้งตัดสินชะตาของนักแข่ง ก่อนที่จะบิดคันเร่งเต็มกำลังในทางตรงที่ยาว 968 เมตร

สนามที่ 15 : Chang International Circuit ประเทศไทย (Thai GP)

มีระยะทาง 4.5 กิโลเมตร โค้ง 12 โค้ง ได้รับการออกแบบจาก คุณ Hermann Tilke ชาวเยอรมัน อดีตนักแข่งและสถาปนิกที่ผ่านการออกแบบสนามแข่งระดับโลกหลาย ๆ แห่งมาแล้ว

Highlight : สามารถรองรับการแข่งขัน Formula 1 ได้ เพราะเป็นสนามที่สามารถทำความเร็วได้กว่า 300 กิโลเมตร/ชั่วโมง รวมถึงความเร็วในโค้งร่วม 200 กิโลเมตร/ชั่วโมง นอกจากนี้ในโค้งสุดท้ายโค้งที่ 12 เป็นโค้งวัดชะตาก่อนเข้าทางยาวนำสู่เส้นชัย เป็นโค้งที่ออกแบบมาเพื่อที่ให้ผู้ตามสามารถกลายเป็นผู้นำด้วยจังหวะเพียงพริบตา

สนามที่ 16 : Twin Ring Motegi ประเทศญี่ปุ่น (JAPANESE GP)

มีระยะทาง 4.8 กิโลเมตร โค้ง 14 โค้ง สนามนี้มี Honda Collection Hall พิพิธภัณฑ์ที่เก็บประวัติศาสตร์ทุกเรื่องของฮอนด้า รวมถึงต้นแบบหุ่นยนต์อาซิโมก่อนจะเป็นหุ่นยนต์ขวัญใจคนทั่วโลก

Highlight: สนามนี้มีโค้งตัว U อยู่หลายจุด เบรกจึงเป็นสิ่งจำเป็นมากที่สุด หากผิดพลาดในช่วงท้ายอาจพลาดเสียอันดับให้นักบิดคนอื่นได้

สนามที่ 17 : Phillip Island ประเทศออสเตรเลีย (AUSTRALIAN GP)

สนามใกล้ชายทะเล ที่มีวิวทิวทัศน์การแข่งขันผสานกับวิวทะเลที่ยาวสุดลูกหูลูกตา ระยะทางทั้งหมด 4.4 กิโลเมตร มี 12 โค้ง

Highlight : โค้ง 10 เป็นทางโค้งแคบแบบปิดมุมคล้ายตัว V และยากต่อการมองเห็น และต้องใช้ความเร็วสูงเพื่อจะรักษาพ้นโค้งให้ได้ ซึ่งนักแข่งต้องใช้ทักษะค่อนข้างสูง

สนามที่ 18 : Sepang International Circuit ประเทศมาเลเซีย (MALAYSIAN GP)

มีระยะทาง 5.5 กิโลเมตร โค้ง 15 โค้ง ขึ้นชื่อว่าเป็นสนามแห่งความเร่าร้อน เพราะคลื่นความร้อนจากภูมิประเทศแผ่สู้กับฟอร์มความร้อนแรงของนักแข่ง สนามแห่งนี้ต้องใช้ทักษะในการขับขี่ที่ค่อนข้างสูง

Highlight : โค้งที่ 15 เนื่องจากมีทางตรงก่อนเข้าและหลังออกจากโค้ง นักแข่งจึงใช้ความเร็วอย่างเต็มกำลังในทางตรงก่อนเข้าโค้งและควบคุมรถให้ดีหลังจากออกจากโค้งที่ 15 นี้

สนามที่ 19 : Circuit Ricardo Tormo ประเทศสเปน (VALENCIA GP)

มีระยะทาง 4.0 กิโลเมตร 14 โค้ง จุดเด่นคือเป็นสนามปิดท้ายฤดูกาล หรือที่รู้จักกันในชื่อ Circuit de Valencia  สนามมีความแคบของแทร็กเป็นอาวุธ ทำให้แซงกันได้ยากพอสมควร

Highlight : สนามแห่งนี้เป็นไฮไลท์ตบท้ายรายการนี้ ด้วยความแคบของสนามแข่งขันที่กว้างเพียง 12 เมตรทำให้เกิดความยากในการแซงของนักแข่ง ตัวนักแข่งต้องใช้ความสามารถในการควบคุมรถและไหวพริบในการโค้งค่อนข้างมาก

ทั้งหมด 19 สนามของรายการ MotoGP แต่ละสนามนับว่ามีความท้าทายที่แตกต่างกันไป ทำให้รู้ว่านักแข่งกว่าจะได้แชมป์มานั้นต้องมีทั้งทักษะและความสามารถในการขับขี่รถในสนามแข่งมากเลยทีเดียว

Michael Schumacher ตำนานนักแข่งแห่ง Formula 1

วันนี้เราจะพาทุกคนมาทำความรู้จักกับราชานักแข่งรถสูตรหนึ่งหรือ Formula 1 ชาวเยอรมัน ผู้ที่เป็นนักแข่งในระดับตำนาน ที่นักพนันทั่วโลกรู้จักกันดี นั่นคือ “มิคาเอล ชูมัคเคอร์” (Michael Schumacher)

ชูมัคเกอร์ เคยเป็นนักแข่งรถที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลกที่สร้างกำไรในการเดิมพันทุกรายการสูงมาก จุดเริ่มต้นในวัยเด็กของเขาคือการขับรถโกคาร์ทในสนามที่พ่อของเขาสร้างไว้ให้ในบ้านตั้งแต่อายุได้ 4 ขวบ การได้รับการสนับสนุนจากผู้เป็นพ่อ “โรลฟ์ ชูมัคเคอร์” ซึ่งเป็นผู้จัดการสนามแข่งรถคาร์ทท้องถิ่น ณ เมืองเคอร์เพน ประเทศเยอรมัน ทำให้เขาได้ร่วมการแข่งขันรถโกคาร์ทครั้งแรกตั้งแต่อายุ 12 ปี และยังสามารถชนะการแข่งขันทั้งในเยอรมนีและในทวีปยุโรปอีกหลายรายการ

จุดเริ่มต้นและไทม์ไลน์ของการเข้าสู่วงการแข่งรถ Formula 1 ของชูมัคเกอร์

ปี 1991 ชูมัคเคอร์ได้รับเลือกให้เข้าแข่งขันฟอร์มูลาวัน ในรายการ เบลเยียม กรังปรีซ์ แต่ยังเป็นตัวสำรองในทีมแข่งรถจอร์แดน รายการแรกของเขาก็ทำให้คนประหลาดใจด้วยการควอลิฟายได้เป็นอันดับ 7 ซึ่งถือว่าเป็นผลงานที่ดีเยี่ยมสำหรับรายการแรกของเขา

ต่อมาประมาณปี 1992 เขาได้ย้ายทีมไปอยู่กับ เบเนตอง ฟอร์ด จนในที่สุดเขาก็คว้าแชมป์เป็นรายการแรกของคือ รายการเบลเยียมกรังปรีซ์และยังได้รับรางวัลนักแข่งเป็นอันดับที่ 3 ของรายการ

ปี 1996 ชูมัคเคอร์ได้ย้ายค่ายอีกครั้งด้วยการจากทีมเบเนตอง เพื่อไปร่วมทีมเฟอร์รารี ทั้งที่ผู้คนต่างมองว่าเป็นความเสี่ยงต่ออาชีพนักแข่งของเขา เพราะทีมเฟอร์รารีไม่ได้แชมป์ในรายการ F1 มานานมากแล้ว แต่ชูมัคเคอร์ก็สามารถพาทีมเฟอร์รารีได้แชมป์โลกติดต่อกันตั้งแต่ปี 2000-2004

แต่แล้วทุกอย่างต้องหยุดชะงักลง เนื่องจากชูมัคเคอร์ประสบอุบัติเหตุอย่างรุนแรงในระหว่างการแข่งกรังปรีซ์ที่ประเทศอังกฤษ เกิดจากรถของชูมัคเคอร์ได้ไถลออกนอกเส้นทางและเสียหลักพลิกคว่ำ ทำให้เขาได้รับบาดเจ็บจนไม่สามารถเข้าแข่งในอีก 6 สนามที่เหลือของฤดูกาลได้และถูกพักรักษาตัวเป็นเวลานาน แม้ว่าชูมัคเคอร์จะสามารถกลับมาแข่งขัน F1 อีกครั้ง แต่เขาก็ได้ประกาศถอนตัว แขวนพวงมาลัยไปในปี 2006

ปี 2010 มิคาเอล ชูมัคเคอร์สร้างความประหลาดใจด้วยการหวนสู่วงการ F1 อีกครั้ง แต่เป็นการร่วมทีมกับเมอร์เซเดส กรังปรีซ์ และยุติชีวิตการเป็นนักแข่งอีกครั้งในปี 2012

อย่างไรก็ตาม ในชีวิตการเป็นนักแข่งรถสูตรหนึ่งของมิคาเอล ชูมัคเคอร์ เขาก็ได้สร้างตำนานให้กับวงการนักแข่งรถ ด้วยการครองแชมป์โลก ถึง 7 ครั้ง ชนะในรายการแข่ง Formula 1 ถึง 91 ครั้ง สามารถขึ้นไปยืนบนแท่นโพเดียมได้บ่อยถึง 155 ครั้ง ! และยังได้กลายเป็นบุคคลที่เป็นที่ชื่นชอบและเป็นแรงบันดาลใจให้กับบรรดานักแข่งรถรุ่นใหม่อีกหลาย ๆ คน

อุบัติเหตุจากสกีที่ไม่คาดฝัน ทำให้ราชานักแข่งรถกลับกลายเป็นเจ้าชายนิทรา

เดือนธันวาคม ปี 2013 ชูมัคเคอร์ได้ออกเดินทางไปเล่นสกี ซึ่งเป็นหนึ่งในกีฬาที่เขาชื่นชอบมาก ในพื้นที่เล่นสกี เมริเบล ประเทศฝรั่งเศส โดยชูมัคเคอร์เริ่มต้นที่ความสูง 2,700 เมตร ระหว่างที่เขาสกีลงมา ชูมัคเคอร์เกิดเสียหลัก ทำให้เขาพุ่งไปยังแอ่งที่มีหิมะตกใหม่และศีรษะกระแทกกับโขดหินทำให้หมวกนิรภัยที่สวมใส่ชำรุด จนเขาได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะอย่างรุนแรง ชูมัคเคอร์ได้รับการส่งตัวเพื่อรักษาพยาบาลอย่างเร่งด่วน หลังการเกิดอุบัติเหตุในครั้งนั้น เขาได้รับการผ่าตัดสมองและอยู่ในอาการที่น่าเป็นห่วง

ข่าวการเกิดอุบัติเหตุของชูมัคเคอร์ได้แพร่กระจายไปสู่บรรดาแฟน ๆ นักพนัน และผู้คนทั่วโลก รวมถึงสื่อมวลชนต่าง ๆ ที่คอยทำข่าว แม้ว่าในปัจจุบันชูมัคเคอร์จะสามารถกลับมาพักฟื้นที่บ้านพักของตัวเองได้แล้ว แต่บรรดาแฟน ๆ ของเขาก็ยังเป็นห่วงและยังคอยติดตามเพื่อให้กำลังใจและหวังว่าอาการของเขาจะดีขึ้นเรื่อย ๆ ในเร็ววัน

10 ทีมแข่งรถ Formula 1 ผู้ยืนหยัดในฤดูกาล 2020

การแข่งขันรถ Formula 1 เป็นรายการแข่งขันรถยนต์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก และยังมีแฟน ๆ ที่คอยติดตามชมการแข่งขัน รวมทั้งลงเดิมพันกีฬานี้อย่างเหนียวแน่นในทุกฤดูกาล ซึ่งการแข่งรถ F1 จะมีทั้งหมด 10 ทีม มาดูกันดีกว่าว่ามีทีมไหนบ้างที่ได้เข้าแข่งขันของฤดูกาล 2020 เพื่อเป็นทางเลือกให้นักพนันความเร็วเช่นคุณ

1.MercedesAMG Petronas F1 Team

เริ่มที่ทีมแรกซึ่งเป็นทีมแชมป์โลกทีมล่าสุด Mercedes-AMG Petronas F1 เริ่มการแข่งครั้งแรกในปี 1954 และเลิกไป จนกลับมาอีกครั้งภายใต้ชื่อ Mercedes GP ในปี 2010 จนในที่สุดมาแรงแซงโค้งสามารถคว้าแชมป์โลกภายใต้ทีมผู้ผลิตไปถึง 6 สมัยติดต่อกันตั้งแต่ปี 2014-2019 และนักแข่งคว้าแชมป์ได้ถึง 8 ครั้ง ภายใต้นักแข่งคนเดียวกันคือ Lewis Hamilton

2.Scuderia Ferrari

ทีมเก่าแก่ของวงการ F1 ร่วมแข่งขันตั้งแต่ปี 1950 ถือเป็นทีมที่เคยคว้าแชมป์โลกได้มากที่สุดทั้งในส่วนของผู้สร้าง 16 ครั้งและนักขับ 15 ครั้ง โดยในฤดูกาล 2019 จบการแข่งขันเป็นอันดับที่ 2

3.Aston Martin Red Bull Racing

ทีม Aston Martin Red Bull Racing เข้าแข่งขัน F1 ตั้งแต่ปี 2005 ด้วยการซื้อทีมต่อจาก Ford Motor Company มีชื่อทีมว่า Jaguar Racing ทางทีมมีนักแข่งตัวฉกาจอย่าง “Mad Max” หรือ Max Verstappen ทำให้ทีมเป็นที่น่าจับตามองอีกครั้ง แม้จะได้อันดับที่ 3 ของฤดูกาล 2019

4.McLaren F1 Team

ชื่อของค่ายรถยนต์ดังของประเทศอังกฤษ McLaren เริ่มต้นเข้าวงการ F1 ตั้งแต่ปี 1966 โดย Bruce McLaren ผลงานของทีม McLaren เคยได้รับแชมป์ในนามของทีมผู้สร้างรวม 8 ครั้ง และผลงานแชมป์ในนามนักขับ 12 สมัย

5. Renault F1 Team

ทีม Renault ได้เข้าร่วมการแข่งขัน F1 ในปี 1977 ส่วนปี 2002 ได้ซื้อทีมต่อมาจาก Benetton Formula Limited จนกระทั่งทีมสามารถคว้าแชมป์แรกได้โดยนักแข่งที่ชื่อ Fernando Alonso ในรายการ 2003 Hungarian Grand Prix

6. Scuderia Toro Rosso

ทีมน้องร่วมสายเลือดเดียวกับทีมพี่อย่าง Red Bull Racing ก่อตั้งทีมตั้งแต่ปี 2006 โดยเจ้าของ Red Bull (Dietrich Mateschitz) ต้องการให้ทีมน้องเป็นเหมือนทีมฝึกหัดเยาวชน เพื่อเตรียมพร้อมสู่ทีมใหญ่อย่าง Red Bull Racing

7. BWT Racing Point Formula One Team

ทีม BWT Racing Point เป็นทีมที่รับช่วงต่อมาจาก Force India และล่าสุดผู้บริหารของทีมได้เข้าซื้อหุ้น Aston Martin 20% และเตรียมจะเปลี่ยนชื่อทีมไปเป็น Aston Martin ในฤดูกาล 2021 อีกด้วย

8. Alfa Romeo Racing

เริ่มต้นเข้าแข่งขัน F1 ในปี 1950-1951โดยนักแข่งสามารถคว้าแชมป์ได้ทั้งสองปี แต่ทีมก็ต้องหยุดแข่งไปเพราะประสบกับปัญหา และกลับมาแข่งในปี 1979 อีกครั้งภายใต้ชื่อทีม Alfa Romeo 177 แต่ก็ไม่ได้ประสบความสำเร็จ  จนกระทั่งฤดูกาล 2018 ที่ Alfa Romeo ได้เข้ามาเป็นพาร์ทเนอร์กับทีม Sauber ใช้ชื่อทีมว่า Alfa Romeo Sauber F1 และจบฤดูกาลด้วยอันดับที่ 8 จนมาเปลี่ยนชื่อเป็น Alfa Romeo Racing อย่างเป็นทางการ

9. Haas

ทีมสายเลือดอเมริกันที่เริ่มต้นมาจากการเป็นทีมแข่ง Nascar ในสหรัฐ ฯ มาก่อน ก่อนจะมาเข้าวงการรถสูตรหนึ่งในปี 2016 ความสำเร็จของทีมคือสามารถเก็บแต้มขึ้นไปได้ถึงอันดับ 6 ในสนามแรกของรายการ Austrarian Grand Prix

10. ROKiT Williams Racing

อดีตเคยเป็นทีมที่กวาดแชมป์นับไม่ถ้วน เริ่มต้นก่อตั้งทีมในปี 1977 จากนั้นทั้งในฐานะทีมและนักขับต่างก็พากันเก็บแต้มจนได้เป็นแชมป์โลกภายในเวลาไม่กี่ปี ผลงานของทีมในฤดูกาลล่าสุดสามารถเก็บแต้มมาได้เพียงแต้มเดียวจากการแข่งขันรวมทั้งหมด 21 สนาม

ได้รู้จักทีมที่เข้าแข่งขัน Formula 1 ฤดูกาล 2020 ทั้งหมด 10 ทีมแล้วซึ่งเราเรียงตามลำดับของทีมจากผลงานในฤดูกาลที่แล้วคือปี 2019 ต่อไปมาลุ้นว่าทีมโปรดของคุณจะสามารถทำอันดับได้ดีขึ้นในฤดูกาลใหม่หรือไม่

มารู้จักกับโกคาร์ท การแข่งขันรถพื้นฐานของกีฬามอเตอร์สปอร์ต 4 ล้อ

ในสนามแข่งขันประลองความเร็วรถ เชื่อว่าต้องมีคนเคยเห็นหรือรู้จักเจ้ารถคันเล็ก ๆ คล้ายกับรถของเด็กเล่นที่เราเรียกว่า “รถโกคาร์ท” (Go-Kart) กันแน่นอน ส่วนใหญ่าเราอาจจะเห็นตามทีวีในรายการที่มีการแข่งขันกีฬาประเภทมอเตอร์สปอร์ต ที่ดูแล้วน่าตื่นเต้นไม่แพ้กีฬาประเภทอื่น ๆ แถมนักแข่งรถที่มีชื่อเสียงหลายคน ต่างก็มีพื้นฐานในการขับเจ้ารถโกคาร์ทกันมาก่อนทั้งนั้น แล้วเจ้ารถโกคาร์ทนี้มีที่มาที่ไปอย่างไร วันนี้เราจึงมีข้อมูลมาเล่าสู่กันฟัง

โกคาร์ท กีฬาแข่งรถที่เป็นบันไดสู่การเป็นนักแข่งรถมืออาชีพ

โกคาร์ท (Go-Kart) คือรถแข่งขนาดเล็กและไม่มีหลังคา ไม่มีประตู ด้วยความที่มีขนาดเล็ก ความคล่องตัวจึงสูงมาก ปกติความเร็วเฉลี่ยในการแข่งขันจะอยู่ราว ๆ 140-160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เริ่มแข่งขันครั้งแรกในปี 1956 ในรัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ถูกพัฒนาโดยชายที่ชื่อว่า อาร์ท อินเจลส์ ซึ่งเลียนแบบการแข่งขันรถ อินดี คาร์ ที่ได้รับความนิยมมากในสมัยนั้น ก่อนที่ความนิยมจะแพร่หลายไปอย่างรวดเร็ว จนพัฒนาไปสู่การแข่งขันในระดับนานาชาติ

การแข่งรถโกคาร์ท ถูกแบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ

– สปริ้นท์ คือการแข่งขันระยะสั้น ระยะทางไม่เกิน 400-1600 เมตร

-แอนดูแรนซ์ คือการแข่งขันระยะยาว โดยจะกินเวลายาวนานถึง 24 ชั่วโมง

-สปีดเวย์ คือการแข่งขันในสนามที่มีความคดเคี้ยว

ส่วนประกอบของรถโกคาร์ท มีเครื่องยนต์แบบ 2 หรือ 4 จังหวะขนาดเล็ก รถคาร์ทปกติมีความยาว 1.8 เมตร กว้าง 1.3 เมตร และน้ำหนักประมาณ 68 กิโลกรัม ที่นั่งอยู่ในตำแหน่งต่ำเพื่อสร้างจุดศูนย์ถ่วง ลดความเสี่ยงในการพลิกคว่ำขณะเข้าโค้ง และรถโกคาร์ทจะไม่มีเกียร์เหมือนรถปกติ มีแค่คันเร่งกับเบรกเท่านั้น

นักกีฬาที่จะเข้าแข่งขัน จะต้องมีใบอนุญาตเท่านั้น และจะต้องสวมอุปกรณ์ป้องกันแบบครบชุด ทั้งเสื้อแข่ง ถุงมือ หมวกกันน๊อคเป็นต้น เพื่อความปลอดภัยของผู้ขับขี่

กระแสของกีฬาโกคาร์ทมีความนิยมมากขึ้นอย่างรวดเร็ว หากเราสังเกตจะเห็นว่าการแข่งรถโกคาร์ทมีความคล้ายคลึงกับการแข่งรถยนต์ฟอร์มูลาวันในหลาย ๆ ด้าน แม้ว่าขนาดของรถ ความแรงและความเร็วและแม้แต่ค่าใช้จ่ายอาจจะไม่เท่ากัน แต่โกคาร์ทก็เป็นพื้นฐานเริ่มต้นที่นำนักแข่งรถระดับโลกไปสู่วงการแข่งรถ F1 กันหลายคนเลยทีเดียว

การขับโกคาร์ทสามารถเริ่มต้นเล่นได้ตั้งแต่ยังเด็ก โดยอาจจะต้องเรียนการขับพื้นฐานที่ถูกต้องจากผู้ฝึกสอนที่มีประสบการณ์ เด็ก ๆ สามารถเล่นได้ตั้งแต่อายุ 6 ขวบเป็นต้นไปเพราะการขับโกคาร์ทเป็นกีฬาที่ไม่ได้ใช้แค่ความเร็วเพียงอย่างเดียว แต่คนเล่นจะได้รับประโยชน์มากมาย เช่น การมีสมาธิ การตัดสินใจที่รวดเร็ว ความอดทน และสิ่งสำคัญคือการเป็นคนที่มีน้ำใจนักกีฬา ซึ่งไม่แน่ว่าการได้เข้ามาสัมผัสกีฬาชนิดนี้อาจจะช่วยเป็นแรงบันดาลใจให้พวกเขาพัฒนาตนเองไปสู่วงการมอเตอร์สปอร์ตระดับมืออาชีพในอนาคต

คำศัพท์และสัญลักษณ์ต่าง ๆ ในสนามแข่ง F1 ที่ควรรู้ ถ้าอยากดูให้สนุก

สำหรับสายรักความเร็วและแรงอย่างการแข่งขัน F1 ที่อาจจะเพิ่งเริ่มสนใจการแข่งขันเมื่อไม่นานมานี้ หรือบางทีแอบอยากไปชมการแข่งขันในสนามจริงสักครั้งหนึ่งในชีวิต เพราะที่ประเทศไทยของเราก็มีสนามแข่งขันรถชิงแชมป์โลกอย่างรายการ F1 หรือ Formula 1 แล้วด้วยนะ แบบนี้จะให้พลาดได้ไง แต่ก่อนที่จะไปชมการแข่งขันที่เร้าใจ ผู้ชมอย่างเราควรรู้กฎ กติกา รวมถึงสัญลักษณ์ต่าง ๆ ในสนามแข่งเพื่ออรรถรสในการชมไปด้วยน่าจะดีที่สุดเลยล่ะ

ศัพท์ในสนามแข่งฟอร์มูลาวัน ที่ไม่รู้ไม่ได้แล้ว

1.Formula 1 คือการแข่งขันรถยนต์สูตร 1 เรียกสั้น ๆ ว่า F1 แข่งด้วยความเร็วสูงถึง 360 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

2. Circuit คือสนามแข่งรถทางเรียบ โดยมีทั้งทางตรงและทางโค้ง สำหรับสนามแข่งที่รองรับการแข่ง F1 มีอยู่ทั่วโลกทั้งหมด 22 สนาม ซึ่งขึ้นอยู่กับข้อตกลงการแข่งขันในแต่ละฤดูกาลว่าจะแข่งกี่สนาม

3. Track คือเส้นทางรถวิ่งในสนามแข่งขัน โดยจะมีทางเข้าและทางออกแทรค ซึ่งนักแข่งต้องจำให้ดี

4. Pit คือตำแหน่งหรือพื้นที่ของแต่ละทีม ใช้สำหรับปรับปรุง ซ่อมแซมรถ เช่น การเข้ามาเปลี่ยนยางของรถแข่งของทีมตัวเอง ทั้งก่อนแข่ง ระหว่างแข่งและหลังแข่ง

5. Pit Lane คือ เส้นทางที่รถแข่งใช้วิ่งเข้า – ออกระหว่างทางวิ่งในสนามและจุดซ่อมแซมรถ ในระหว่างการแข่งขัน ซึ่งจะถูกจำกัดความเร็วในระหว่างที่รถวิ่งอยู่ใน Pit Lane และจะเป็นทาง One Way เสมอ

6. Lap คือ รอบในการแข่งขันในแต่ละสนาม

7.Qualifying คือรอบการแข่งขันจับเวลาเพื่อนำมาจัดอันดับจุดสตาร์ทในสนาม ก่อนที่นักแข่งจะสตาร์ทในวันแข่งจริง

8.Race Day คือวันแข่งจริง โดย F1 จะแข่งในแต่ละสนามใช้เวลาสนามละ 3 วัน เพราะฉะนั้น Race Day ก็คือวันที่ 3 และต้องแข่งระยะทางรวมไม่ต่ำกว่า 300 กิโลเมตร ปกติต้องใช้เวลาไม่เกิน 2 ชั่วโมงในการแข่งขัน

9. Pole Position คือ ตำแหน่งสตาร์ทแรก หรือตำแหน่งที่ 1 ของนักแข่งในวันแข่งขันจริง นั่นหมายถึงนักแข่งที่ได้สตาร์ทในตำแหน่ง Pole Position คือนักแข่งที่สามารถทำเวลาได้ดีที่สุดในการซ้อมและควอลิฟายในสนามใน 2 วันแรกนั่นเอง

10. Podium แท่นที่ใช้ยืนสำหรับผู้ชนะในสนามนั้น ๆ โดยผู้ชนะคือผู้ที่ทำเวลาดีที่สุดและมีคะแนนมากที่สุดจะได้ขึ้นไปรับถ้วยรางวัล

สัญลักษณ์ต่าง ๆ ที่คนดูอย่างเราก็เข้าใจได้

นอกจากศัพท์พื้นฐานที่เราควรรู้ไว้แล้ว สัญลักษณ์หรือสัญญาณในสนามแข่ง F1 ก็สำคัญไม่น้อย ยิ่งกับนักแข่งเองยิ่งต้องทราบก่อนการแข่งขัน และแม้เราเองที่เป็นผู้ชมก็ควรเข้าใจด้วยก็ดีไม่น้อย จะได้รู้ว่าขณะชมเกมแข่งขันมีอะไรเกิดขึ้นบ้างนั่นเอง

สัญลักษณ์ของธงในสนาม จะมีธงทั้งหมด 10 สี หรือ 10 แบบเพื่อเป็นการส่งสัญญาณให้นักแข่งทราบ ซึ่งจะมีรายละเอียดดังนี้

ธงสีเหลือง ยกขึ้น ให้นักแข่งระมัดระวังและห้ามแซง

ธงสีเหลืองโบก แปลว่าอันตราย ให้เตรียมพร้อมในการหยุดรถและห้ามแซงเด็ดขาด และถ้าธงเหลืองโบกพร้อมป้าย SC แสดงว่าอันตรายมากที่สุด และมีรถ Safety Car นำขบวน ให้เตรียมหยุดและขับตาม Safety Car เท่านั้น

ธงสีเหลืองแถบแดง ถ้านักแข่งเห็นจะต้องระวังเพราะเป็นการเตือนว่ามีน้ำมันบนสนามแข่งให้หลบหลีก

ธงสีเขียวโบก แปลว่าพ้นข้อห้าม แข่งตามปกติ

ธงสีฟ้าโบก แสดงว่ามีรถแข่งที่มาเร็วกว่าตามมาใกล้มากและจะแซงได้ทุกเวลา

ธงสีขาว มีรถพยาบาลหรือรถช่วยเหลืออยู่ในสนามแข่ง

ธงสีดำครึ่งขาว ยกพร้อมหมายเลขนักแข่ง แปลว่ากำลังขับรถแบบไม่มีน้ำใจนักกีฬา จะถูกยกพร้อมหมายเลขเพื่อเป็นการเตือนก่อน

ธงสีดำ วงกลมสีส้ม ยกพร้อมหมายเลข แปลว่าตัวรถแข่งตามหมายเลขนั้นมีปัญหา กรรมการจึงเรียกเข้าพิทในรอบต่อไปนั่นเอง

ธงตราหมากรุก แสดงว่าจบการแข่งขันโดยสมบูรณ์ หรือ Chequer Flag

ธงสีแดง แปลว่าให้นักแข่งหยุดการแข่งขันโดยทันที

ธงสีดำ พร้อมหมายเลขรถ หมายถึงรถแข่งหมายเลขนั้น ๆ ออกจากการแข่งขัน

หวังว่าแฟน ๆ F1 จะรู้สึกสนุกมากขึ้นในการชมการแข่งประลองความเร็วในเกมครั้งหน้าไม่มากก็น้อย เอาเป็นว่าดูเพื่อความเพลิดเพลิน อันไหนที่จำไม่ได้แต่ถ้าดูบ่อย ๆ ก็จะเข้าใจได้ง่ายมากขึ้นแน่นอน

ยังไว้ใจในความเก๋า อัลฟา โรเมโอ ยันแล้วจะใช้ “ไรค์โคเน่น-จิโอวินาสซี่” ลงแข่งต่อปีหน้า

อัลฟา โรเมโอ ค่ายผู้ผลิตรถรายใหญ่ในศึกการแข่งขันรถสูตร 1 หรือเอฟวัน ได้ประกาศยืนยันอย่างเป็นทางการแล้วว่าพวกเขาไม่ได้มีแผนที่จะทำการเปลี่ยนตัวผู้ขับแต่อย่างใด และยังจะใช้นักขับคู่เดิมอย่าง คิมี่ ไรค์โคเน่น กับอันโตนิโอ จิโอวินาซซี่ ลงทำการแข่งขันเช่นเดิมในฤดูกาลหน้า ซึ่งเท่ากับว่าพวกเขาจะใช้นักแข่งชุดเดิมเป็นปีที่สามติดต่อกัน

โดยคู่นี้ได้มาร่วมทีมกันมาตั้งแต่ปี 2019 ด้วยความหวังของทางค่ายเองที่อยากจะยกระดับพวกเขาขึ้นมาให้อยู่ในระดับแนวหน้าได้เสียที รวมไปถึงความหวังสูงอย่างตำแหน่งแชมป์ที่พวกเขาไม่เคยได้สัมผัสมาเลยแม้แต่ครั้งเดียว จากการเข้าร่วมทำการแข่งขันมามากกว่าสี่สิบปี และก้าวแรกที่พวกเขามองไว้เป็นการพัฒนาในส่วนของตัวนักขับนั้นก็คือ การใช้ประสบการณ์ของนักขับที่เคยสัมผัสจุดสูงสุดนั้นมาแล้ว เพื่อเข้ามาถ่ายทอดประสบการณ์ให้กับนักแข่งรุ่นใหม่ฝีมือดีที่จะเป็นกำลังหลักของพวกเขาในอนาคตนั่นเอง

และตัวเลือกที่พวกเขาจิ้มไปก็คือชื่อของคิมี่ ไรค์โคเน่น นักขับชาวฟินแลนด์ที่เคยก้าวไปถึงตำแหน่งแชมป์โลกมาแล้วเมื่อปี 2007 กับทางฝั่งของม้าลำพอง เฟอร์รารี่ ซึ่งในขณะที่ย้ายมานั้นถึงแม้ว่าเขาจะมีอายุถึง 39 ปี และหลายคนมองว่าเป็นช่วงปลายของอาชีพนักแข่งแล้ว แต่เขาก็ยังคงเกาะอยู่ในกลุ่มหัวแถวกับเฟอร์รารี่ ซึ่งมันเป็นการกลับมาอยู่กับม้าลำพองเป็นรอบที่สองของเจ้าตัว มันจึงทำให้อัลฟา โรเมโอเห็นว่าเป็นโอกาสอันดีแล้วที่จะได้นักขับมากประสบการณ์อย่างไรค์โคเน่นเข้ามาเป็นพี่เลี้ยงให้กับเด็กหนุ่มที่พวกเขาคาดหวังอย่างอันโตนีโอ จิโอวินาซซี่นั่นเอง

และถึงแม้ว่าผลงานของทั้งคู่ในการแข่งขันฤดูกาลนี้จะยังไม่ค่อยดีนัก เมื่อทั้งคู่เกาะกันอยู่ที่อันดับ 16-17 บนตารางคะแนนนักขับ โดยเก็บคะแนนได้เพียงแค่คนละ 4 คะแนนเท่านั้นเอง ซึ่งมันส่งผลให้คะแนนรวมของทีมบนตารางแชมเปี้ยนชิพของทีมโรงงานนั้น ยังคงจมอยู่ท้ายตารางที่อันดับ 8 เลยทีเดียว และมันก็มีเสียงแนะนำมาอย่างต่อเนื่องว่าให้ทางอัลฟา โรเมโอนั้นทำการเปลี่ยนตัวนักขับเสียที เพราะเชื่อว่าการทดแทนด้วยความสดของนักขับหนุ่ม ๆ อาจจะทำให้สถานการณ์ของพวกเขาบนตารางคะแนนดีขึ้นกว่านี้ก็ได้ แต่ทางอัลฟ่าเองก็ยังคงมั่นใจในแนวทางที่พวกเขาคิดและเลือกที่จะทำ นั่นคือการยืนยันว่าจะยังคงใช้นักขับคู่นี้ลงทำการแข่งขันต่อไปในฤดูกาลหน้า

เมื่อยืนยันเช่นนี้แล้วในฤดูกาลทั้งทางอัลฟา โรเมโอเองรวมไปถึงตัวนักขับทั้งคู่ คงจะต้องช่วยกันทำงานอย่างหนักเลยเพื่อที่จะพิสูจน์ตัวเองว่าแนวคิดของพวกเขานั้นถูกต้อง โดยเฉพาะส่วนตัวของคิมี่ ไรค์โคเน่นเองนั้นด้วยศักดิ์ศรีระดับแชมป์โลกอย่างเขา มันต้องทำให้เห็นแล้วว่าเขาหมดไฟไปตามอายุอย่างที่เสียงวิจารณ์เขาว่าจริงหรือเปล่า

ของจริงหรือแค่เด็กเส้น โจทย์ใหญ่ที่ต้องก้าวข้าวไปให้ได้ของ อเล็กซ์ อัลบอน

ในยามที่คุณทำอะไรแล้วมันออกมาดี แน่นอนว่ามันย่อมจะตามมาด้วยเสียงชื่นชมเสมอ ในทางตรงกันข้ามเมื่อคุณทำผิดพลาดมันย่อมตามมาด้วยเสียงวิพากษ์วิจารณ์ด้วยเช่นกัน สิ่งเหล่านี้ย่อมจะมีให้เห็นในทุกแวดวง และในการแข่งขันรถสูตรหนึ่งเองก็เช่นกัน กรณีที่จะพูดถึงในเรื่องนี้ก็คือในส่วนของ อเล็กซ์ อัลบอน หรือ อเล็กซานเดอร์ อัลบอน อังศุสิงห์ นักแข่งรถลูกครึ่งไทยอังกฤษของทีมเร้ดบูลล์ เรซซิ่งนั่นเอง

อัลบอนนั้นถือเป็นนักขับชาวไทยคนแรกที่ได้ลงแข่งในศึกเอฟวันในรอบ 65 ปี ซึ่งตรงนี้มันทำให้เขาเป็นที่จับตามองอย่างมากอยู่แล้ว แต่สายตาที่หันมามองนั้นมันย่อมมีทั้งสายตาที่คอยชื่นชมและคอยจับผิด ดังนั้นเมื่อเขาทำผลงานได้ดีแฟนกีฬาความเร็วของเร้ดบูลล์รวมไปถึงชาวไทยก็ย่อมจะชื่นชมและคาดหวังในการก้าวไปข้างหน้าของเขา แต่ในวันที่เขาทำผลงานได้ไม่ดีนั้นมันก็จะมีเสียงนินทาตามมาอยู่แทบจะทุกครั้ง และประเด็นที่เสียงนินทาเหล่านั้นพูดถึงมันก็รุนแรงทีเดียวเพราะเขามักจะถูกมองว่าฝีมือไม่ถึง และการที่ยังคงรักษาเก้าอี้นักขับในทีมไว้ได้นั้นก็เพราะว่าเป็นคนไทย ที่มีเครื่องดื่มสัญชาติไทยถือหุ้นอยู่ในทีมเยอะ หรือพูดง่าย ๆ ว่าเขาก็แค่ “เด็กเส้น” เท่านั้นเอง

ซึ่งเมื่อดูจากผลงานของเขาที่ลงแข่งให้กับเร้ดบูลล์ เรซซิ่งสองปีที่ผ่านมานั้น ก็อยู่ในระดับที่ไม่ได้น่าเกลียดอะไร โดยในฤดูกาล 2019 ที่เป็นการลงแข่งฤดูกาลแรกของเขานั้นผลงานส่วนตัวของอัลบอนก็พาตัวเองจบที่อันดับ 8 ของตารางนักแข่งซึ่งก็นับว่าทำได้ไม่เลวสำหรับนักขับหน้าใหม่อย่างเขา และทีมเร้ดบูลล์ เรซซิ่งก็จบอันดับที่ 3 บนตารางทีมโรงงาน ส่วนในฤดูกาลนี้ผลงานของเขาก็อยู่ในระดับใกล้เคียงกับเมื่อปีที่แล้ว ยังคงอยู่อันดับที่ 9 บนตารางนักแข่ง ในขณะที่อันดับของทีมบนตารางแชมเปี้ยนชิพนั้นขึ้นมาอยู่ที่อันดับ 2 ซึ่งถึงแม้ว่าจะตามผู้นำอย่างเมอร์ซิเดสอยู่ห่างพอสมควร ก็นับว่าไม่น่าเกลียดเท่าไหร่หากมองว่านี่มันคือยุคทองของลูอิส แฮร์มิลตันและทีมเมอร์ซิเดสอยู่แล้ว แต่ถ้าหากจะให้ดีกว่านี้เขาก็ควรจะยกระดับตัวเองขึ้นมาให้ได้โดยเร็ว อย่างน้อย ๆ ก็เกาะคู่กันไปในระดับเดียวกันกับคู่หูอย่างแม็กซ์ เวอร์สแตพเพนให้ได้มากกว่านี้ เสียงวิจารณ์เหล่านั้นก็คงจะเงียบไป

คำว่าเด็กเส้นนั้นดูจะรุนแรงและเป็นการดูถูกกันอย่างมาก แต่มันก็คงจะห้ามสายตาที่มองเข้ามาตรงจุดนี้บางคนคิดว่าเป็นแบบนั้น เพราะฉะนั้นทางเดียวที่จะปิดปากเสียงวิจารณ์แย่ ๆ แบบนี้ลงได้ก็มีแค่เพียงผลงานในสนามของอเล็กซานเดอร์ อัลบอน อังศุสิงห์เท่านั้น ที่จะทำให้คนเหล่านั้นได้เห็นว่าเขามาอยู่ตรงจุดนี้ได้เพราะอะไร เขาคงรู้อยู่แล้วว่าต้องใช้ความพยายามมากแค่ไหนที่จะไปถึงจุดนั้น และเราก็อยากให้เขารู้ว่าแฟนกีฬาชาวไทยและทีมเร้ดบูลล์ก็พร้อมจะเอาใจช่วยและอยู่ข้างเขาด้วยเช่นกัน

Monte-Carlo สนามแข่งขันรถทางเรียบที่ถูกโหวตว่าสวยที่สุดในโลก

ถ้าจะเอ่ยถึงการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบที่ใช้ความเร็วมากที่สุด ก็คงเป็นรายการ Formula 1 ที่นักแข่งความเร็วทั่วโลกต่างใฝ่ฝันที่จะได้เข้าร่วมรายการนี้ และถ้าเอ่ยถึงสนามแข่ง Formula1 หรือเรียกสั้น ๆ ว่า F1 มีสนามที่เรียกว่าสวยงามมากที่สุดในบรรดาสนามแข่งทั้งหมด ก็คงหนีไม่พ้นสนาม Monte-Carlo Street Circuit ประเทศโมนาโก (Monaco)

สนามแข่งรถ Monte-Carlo (มอนติคาร์โล) แห่งประเทศโมนาโกเป็นหนึ่งใน 18 สนามแข่งขันรถ F1 ที่ขึ้นชื่อในเรื่องของความงดงามและยิ่งใหญ่มากที่สุดในโลก ด้วยความสวยงามของเมืองมอนติคาร์โลที่ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองที่น่าท่องเที่ยวติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลกเพราะลักษณะทางกายภาพของเมืองที่อยู่ใกล้กับตีนเขาแอลป์ (Alp) และยังถูกล้อมรอบด้วยทะเลเมดิเตอร์เรเนียน มอนติคาร์โลจึงเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สุดแสนโรแมนติกมากแห่งหนึ่งของโลก

สนามแข่งรถ Monte-Carlo เป็นถนนที่อยู่บริเวณท่าเรือที่มีชื่อเสียงของประเทศโมนาโก มีความยิ่งใหญ่ด้วยระยะทาง 78 รอบตลอดสนามแข่งขัน 3.340 กิโลเมตร ซึ่งต้องวิ่งไปตามถนนที่แคบและคดเคี้ยวของมอนติคาร์โลและลาคอนดามีน ส่วนทางตรงสามารถทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 160 ไมล์ต่อชั่วโมง หรือ 260 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเลยทีเดียว จึงเป็นสนามแข่งรถที่มีทั้งความสวยงามและความน่าตื่นเต้นที่สุดแห่งหนึ่งของโลกเลยก็ว่าได้ สนามแห่งนี้ถูกใช้เป็นสนามแข่งรถ F1 หรือเรียกว่า Monaco Grand Prix ตั้งแต่ปี 1929 เวลาในการเซ็ตสนามแข่งขัน ใช้เวลาถึง 6 สัปดาห์ และใช้เวลารื้อถอนอีก 3 สัปดาห์หลังการแข่งขันเสร็จสิ้น

ประวัติความเป็นมาที่น่าทึ่งและความเย้ายวนใจของสนาม MonteCarlo

ก่อนจะมาเป็นสนามแข่งกรังด์ปรีซ์ที่ขึ้นชื่อเรื่องความสวยงามและมีความสมบูรณ์แบบ ผู้ริเริ่มการแข่งขันครั้งแรกของสนามแห่งนี้คือประธาน Automobile Club de Monaco คือคุณ Antony Noghes ในปี 1929 และนักแข่งที่สามารถขับเข้าเส้นชัยได้เป็นคนแรกคือ William Grover-Williams ด้วยรถแข่ง Bugatti Type35

การปรับปรุงสนามครั้งที่ 1 เมื่อปี 1973-1975 จากสนามเดิมที่มีความยาว 3.145 กิโลเมตร จำนวน 14 โค้ง ได้ปรับความยาวสนามเพิ่มขึ้นเป็น 3.278 กิโลเมตร จำนวนโค้ง 14 โค้ง (เท่าเดิม) จากนั้นมีการปรับปรุงสนามอีกหลายครั้ง โดยการปรับปรุงครั้งที่ 4 ในปี 1997-2002 มีความยาวอยู่ที่ 3.328 กิโลเมตร จำนวน 25 โค้ง

จนกระทั่งในปี 2003 มีการปรับปรุงสนามแข่ง Monte-Carlo อีกครั้งให้มีความยาวของสนามอยู่ที่ 3.340 กิโลเมตร จำนวนโค้ง 19 โค้ง โดยนักแข่งที่สามารถทำเวลาดีที่สุดในสนามแห่งนี้ คือ มิชชาเอล ชูมัคเคอร์ (Michael Schumacher) นักแข่งรถสูตรหนึ่งชื่อดัง ชาวเยอรมัน ในรถ Ferrari 2004 ด้วยเวลา 1.14.439 นาทีเท่านั้น

ด้วยความสวยงามและทัศนียภาพที่เย้ายวนใจของสนามแข่งมอนติคาร์โล กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความสนใจมากที่สุดสำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการเข้าไปสัมผัสการแข่งขันกรังด์ปรีซ์อย่างใกล้ชิด ช่วงเทศกาลผู้คนต่างจองตั๋วเพื่อให้ได้ที่นั่งที่ดีที่สุดเพื่อชมการประลองความเร็วในสนามแห่งนี้ และหากเป็นนอกฤดูกาลแข่งขันผู้คนที่เป็นแฟน F1 ต่างก็ชื่นชอบที่จะลองขับรถไปตามถนนที่ใช้เป็นสนามแข่งซึ่งสามารถมองเห็นสถานที่ที่สำคัญและสวยงามของเมืองได้ชัดเจน เช่น พระราชวังพรินซ์, คาสิโนมอนติคาร์โลและท่าเรือโมนาโก เป็นต้น