Pit Stop คืออะไรและมีหน้าที่สำคัญอย่างไรในสนามแข่ง F1

พิทสต็อป (Pit Stop) คือพื้นที่หรือตำแหน่งที่นักแข่งรถของแต่ละทีมใช้สำหรับซ่อมแซมรถ หรือปรับปรุงรถทั้งก่อนแข่ง ระหว่างแข่งและหลังแข่ง ยามที่เราได้ชมการแข่งขันรถฟอร์มูลาวัน (Formula 1) ซึ่งเป็นสุดยอดของการประลองความเร็วของนักแข่งรถในระดับโลก เรามักจะเห็นว่าในสนามแข่งขันนั้นมีจุดที่นักแข่งจะต้องขับเข้าไปเปลี่ยนอุปกรณ์รถในช่วงหนึ่งของการแข่งขันด้วยความรวดเร็ว ซึ่งในวงการแข่งรถเรียกว่าจุดพิทสต็อป ( Pit Stop) หรือพิท (Pit) หรือจะเรียกอีกชื่อว่า Cockpit ก็ได้

พิทสต็อป (Pit Stop) ส่วนสำคัญของทีมแข่งรถระดับมืออาชีพที่ขาดไม่ได้      

ในสนามแข่งขัน Formula 1 การทำ Pit Stop นั้นมีความสำคัญมาก ๆ การแข่งขันที่นักขับต้องใช้ความเร็วเพื่อทำเวลาให้ดีที่สุดเพื่อที่จะเก็บคะแนนให้สูงที่สุดในแต่ละสนาม ดังนั้นเวลาทุกวินาทีย่อมมีค่ามาก ๆ เพราะเมื่อถึงเวลาที่นักแข่งขับเข้าพิท แปลว่ารถจะต้องหยุด แต่เวลาในการแข่งขันนั้นไม่ได้หยุดตามไปด้วย ซึ่งการแข่ง F1 นั้นมีกฎให้รถจะต้องเข้าพิทสต็อปของทีมอย่างน้อย 1 ครั้งต่อสนามแข่งขัน และใช้เวลาไม่เกิน 10 วินาทีต่อการเข้าพิท 1 ครั้ง

เหตุผลที่รถแข่งจะต้องเข้าพิทนั่นก็คือ ในแต่ละสนามจะแข่งกันที่ระยะทาง 300 กิโลเมตร หรือนับเป็นรอบจะอยู่ที่ 50-70 รอบ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความยาวรอบต่อรอบในแต่ละสนาม การเข้าพิทเพื่อเปลี่ยนยางในระหว่างการแข่งขันจึงเป็นเรื่องที่จำเป็นและสำคัญมาก ๆ และบางครั้งอาจจะเกิดอุบัติเหตุในสนาม ทำให้ต้องขับเข้าพิทเพื่อมาซ่อมแซมหรือเปลี่ยนอะไหล่หากเกิดความเสียหายกับตัวรถ

ตำแหน่งพิทสต็อปนั้น จะต้องมีการขับเข้าพิทเลน (Pit Lane) มาก่อนด้วยความเร็วที่กำหนดซึ่งจะตั้งอยู่บริเวณด้านหน้าของโรงเก็บรถของทีมรถแข่งนั้น ๆ เพื่อให้สะดวกต่อการขนย้ายอุปกรณ์เพื่อมาเซอร์วิสรถแข่งของทีม และความสำคัญของตำแหน่งพิทสต็อปนั้น ถูกกำหนดมาจากอันดับ Ranking ของทีมในฤดูกาลที่ผ่านมา หากทีมอยู่ในอันดับต้น ๆ ก็จะได้ตำแหน่งชองจุดพิทสต็อปใกล้กับปากทางเข้าของ Pit Lane ทำให้นักแข่งได้เปรียบจากการขับเข้าพิทง่ายมากขึ้นนั่นเอง

เมื่อทุกเสี้ยววินาทีในสนามนั้นมีความหมาย ทีมแข่ง F1 แต่ละทีมจึงต้องมีทีมงานที่ถูกเรียกว่า Pit Crew เป็นผู้ทำหน้าที่เปลี่ยนยางหรืออะไหล่ให้กับรถของนักแข่ง โดยต้องทำเวลาให้ไวที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อที่จะช่วยให้นักแข่งของทีมตัวเองนั้นทำเวลาในสนามได้ดีที่สุด ซึ่งจุดนี้เป็นอีกหนึ่งสีสันของการแข่งขันเลยก็ว่าได้ เพราะทุกคนต้องทำงานกันรวดเร็วว่องไวปานจรวด

การทำงานของ Pit Crew ซึ่งมีอยู่ประมาณ 15-20 คน โดยจะถูกแบ่งหน้าที่กันชัดเจน เมื่อไหร่ที่รถเข้ามาที่จุดพิทสต็อป จะมีเจ้าหน้าที่ประจำจุดเปลี่ยนยางทั้งหมด 4 เส้นต้องมีคนยกแม่แรง ขันน็อตล้อ ใส่ล้อ ซึ่งต้องอาศัยการฝึกซ้อมเพื่อความแม่นยำและรวดเร็วมาก ๆ และการทำงานจะถูกบันทึกเวลาเพื่อสร้างสถิติใหม่ไว้ทุกครั้ง ยิ่งใช้เวลาน้อยมากเท่าไหร่ก็ยิ่งได้เปรียบมากเท่านั้น

จุดพิทจึงเป็นอีกเอกลักษณ์หนึ่งที่คนรัก F1 ชอบและมักจะลุ้นไปกับการทำเวลาของพวกเขาทุกครั้ง ดังนั้นจุดพิทสต็อปและทีมงานที่ทำหน้าที่ทั้งหมดจึงถือว่าเป็นส่วนสำคัญมากและเป็นอีกหนึ่งพลังที่ช่วยสร้างชัยชนะของนักแข่งได้ทุกเสี้ยววินาที

10 ทีมแข่งรถ Formula 1 ผู้ยืนหยัดในฤดูกาล 2020

การแข่งขันรถ Formula 1 เป็นรายการแข่งขันรถยนต์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก และยังมีแฟน ๆ ที่คอยติดตามชมการแข่งขัน รวมทั้งลงเดิมพันกีฬานี้อย่างเหนียวแน่นในทุกฤดูกาล ซึ่งการแข่งรถ F1 จะมีทั้งหมด 10 ทีม มาดูกันดีกว่าว่ามีทีมไหนบ้างที่ได้เข้าแข่งขันของฤดูกาล 2020 เพื่อเป็นทางเลือกให้นักพนันความเร็วเช่นคุณ

1.MercedesAMG Petronas F1 Team

เริ่มที่ทีมแรกซึ่งเป็นทีมแชมป์โลกทีมล่าสุด Mercedes-AMG Petronas F1 เริ่มการแข่งครั้งแรกในปี 1954 และเลิกไป จนกลับมาอีกครั้งภายใต้ชื่อ Mercedes GP ในปี 2010 จนในที่สุดมาแรงแซงโค้งสามารถคว้าแชมป์โลกภายใต้ทีมผู้ผลิตไปถึง 6 สมัยติดต่อกันตั้งแต่ปี 2014-2019 และนักแข่งคว้าแชมป์ได้ถึง 8 ครั้ง ภายใต้นักแข่งคนเดียวกันคือ Lewis Hamilton

2.Scuderia Ferrari

ทีมเก่าแก่ของวงการ F1 ร่วมแข่งขันตั้งแต่ปี 1950 ถือเป็นทีมที่เคยคว้าแชมป์โลกได้มากที่สุดทั้งในส่วนของผู้สร้าง 16 ครั้งและนักขับ 15 ครั้ง โดยในฤดูกาล 2019 จบการแข่งขันเป็นอันดับที่ 2

3.Aston Martin Red Bull Racing

ทีม Aston Martin Red Bull Racing เข้าแข่งขัน F1 ตั้งแต่ปี 2005 ด้วยการซื้อทีมต่อจาก Ford Motor Company มีชื่อทีมว่า Jaguar Racing ทางทีมมีนักแข่งตัวฉกาจอย่าง “Mad Max” หรือ Max Verstappen ทำให้ทีมเป็นที่น่าจับตามองอีกครั้ง แม้จะได้อันดับที่ 3 ของฤดูกาล 2019

4.McLaren F1 Team

ชื่อของค่ายรถยนต์ดังของประเทศอังกฤษ McLaren เริ่มต้นเข้าวงการ F1 ตั้งแต่ปี 1966 โดย Bruce McLaren ผลงานของทีม McLaren เคยได้รับแชมป์ในนามของทีมผู้สร้างรวม 8 ครั้ง และผลงานแชมป์ในนามนักขับ 12 สมัย

5. Renault F1 Team

ทีม Renault ได้เข้าร่วมการแข่งขัน F1 ในปี 1977 ส่วนปี 2002 ได้ซื้อทีมต่อมาจาก Benetton Formula Limited จนกระทั่งทีมสามารถคว้าแชมป์แรกได้โดยนักแข่งที่ชื่อ Fernando Alonso ในรายการ 2003 Hungarian Grand Prix

6. Scuderia Toro Rosso

ทีมน้องร่วมสายเลือดเดียวกับทีมพี่อย่าง Red Bull Racing ก่อตั้งทีมตั้งแต่ปี 2006 โดยเจ้าของ Red Bull (Dietrich Mateschitz) ต้องการให้ทีมน้องเป็นเหมือนทีมฝึกหัดเยาวชน เพื่อเตรียมพร้อมสู่ทีมใหญ่อย่าง Red Bull Racing

7. BWT Racing Point Formula One Team

ทีม BWT Racing Point เป็นทีมที่รับช่วงต่อมาจาก Force India และล่าสุดผู้บริหารของทีมได้เข้าซื้อหุ้น Aston Martin 20% และเตรียมจะเปลี่ยนชื่อทีมไปเป็น Aston Martin ในฤดูกาล 2021 อีกด้วย

8. Alfa Romeo Racing

เริ่มต้นเข้าแข่งขัน F1 ในปี 1950-1951โดยนักแข่งสามารถคว้าแชมป์ได้ทั้งสองปี แต่ทีมก็ต้องหยุดแข่งไปเพราะประสบกับปัญหา และกลับมาแข่งในปี 1979 อีกครั้งภายใต้ชื่อทีม Alfa Romeo 177 แต่ก็ไม่ได้ประสบความสำเร็จ  จนกระทั่งฤดูกาล 2018 ที่ Alfa Romeo ได้เข้ามาเป็นพาร์ทเนอร์กับทีม Sauber ใช้ชื่อทีมว่า Alfa Romeo Sauber F1 และจบฤดูกาลด้วยอันดับที่ 8 จนมาเปลี่ยนชื่อเป็น Alfa Romeo Racing อย่างเป็นทางการ

9. Haas

ทีมสายเลือดอเมริกันที่เริ่มต้นมาจากการเป็นทีมแข่ง Nascar ในสหรัฐ ฯ มาก่อน ก่อนจะมาเข้าวงการรถสูตรหนึ่งในปี 2016 ความสำเร็จของทีมคือสามารถเก็บแต้มขึ้นไปได้ถึงอันดับ 6 ในสนามแรกของรายการ Austrarian Grand Prix

10. ROKiT Williams Racing

อดีตเคยเป็นทีมที่กวาดแชมป์นับไม่ถ้วน เริ่มต้นก่อตั้งทีมในปี 1977 จากนั้นทั้งในฐานะทีมและนักขับต่างก็พากันเก็บแต้มจนได้เป็นแชมป์โลกภายในเวลาไม่กี่ปี ผลงานของทีมในฤดูกาลล่าสุดสามารถเก็บแต้มมาได้เพียงแต้มเดียวจากการแข่งขันรวมทั้งหมด 21 สนาม

ได้รู้จักทีมที่เข้าแข่งขัน Formula 1 ฤดูกาล 2020 ทั้งหมด 10 ทีมแล้วซึ่งเราเรียงตามลำดับของทีมจากผลงานในฤดูกาลที่แล้วคือปี 2019 ต่อไปมาลุ้นว่าทีมโปรดของคุณจะสามารถทำอันดับได้ดีขึ้นในฤดูกาลใหม่หรือไม่

มารู้จักกับโกคาร์ท การแข่งขันรถพื้นฐานของกีฬามอเตอร์สปอร์ต 4 ล้อ

ในสนามแข่งขันประลองความเร็วรถ เชื่อว่าต้องมีคนเคยเห็นหรือรู้จักเจ้ารถคันเล็ก ๆ คล้ายกับรถของเด็กเล่นที่เราเรียกว่า “รถโกคาร์ท” (Go-Kart) กันแน่นอน ส่วนใหญ่าเราอาจจะเห็นตามทีวีในรายการที่มีการแข่งขันกีฬาประเภทมอเตอร์สปอร์ต ที่ดูแล้วน่าตื่นเต้นไม่แพ้กีฬาประเภทอื่น ๆ แถมนักแข่งรถที่มีชื่อเสียงหลายคน ต่างก็มีพื้นฐานในการขับเจ้ารถโกคาร์ทกันมาก่อนทั้งนั้น แล้วเจ้ารถโกคาร์ทนี้มีที่มาที่ไปอย่างไร วันนี้เราจึงมีข้อมูลมาเล่าสู่กันฟัง

โกคาร์ท กีฬาแข่งรถที่เป็นบันไดสู่การเป็นนักแข่งรถมืออาชีพ

โกคาร์ท (Go-Kart) คือรถแข่งขนาดเล็กและไม่มีหลังคา ไม่มีประตู ด้วยความที่มีขนาดเล็ก ความคล่องตัวจึงสูงมาก ปกติความเร็วเฉลี่ยในการแข่งขันจะอยู่ราว ๆ 140-160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เริ่มแข่งขันครั้งแรกในปี 1956 ในรัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ถูกพัฒนาโดยชายที่ชื่อว่า อาร์ท อินเจลส์ ซึ่งเลียนแบบการแข่งขันรถ อินดี คาร์ ที่ได้รับความนิยมมากในสมัยนั้น ก่อนที่ความนิยมจะแพร่หลายไปอย่างรวดเร็ว จนพัฒนาไปสู่การแข่งขันในระดับนานาชาติ

การแข่งรถโกคาร์ท ถูกแบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ

– สปริ้นท์ คือการแข่งขันระยะสั้น ระยะทางไม่เกิน 400-1600 เมตร

-แอนดูแรนซ์ คือการแข่งขันระยะยาว โดยจะกินเวลายาวนานถึง 24 ชั่วโมง

-สปีดเวย์ คือการแข่งขันในสนามที่มีความคดเคี้ยว

ส่วนประกอบของรถโกคาร์ท มีเครื่องยนต์แบบ 2 หรือ 4 จังหวะขนาดเล็ก รถคาร์ทปกติมีความยาว 1.8 เมตร กว้าง 1.3 เมตร และน้ำหนักประมาณ 68 กิโลกรัม ที่นั่งอยู่ในตำแหน่งต่ำเพื่อสร้างจุดศูนย์ถ่วง ลดความเสี่ยงในการพลิกคว่ำขณะเข้าโค้ง และรถโกคาร์ทจะไม่มีเกียร์เหมือนรถปกติ มีแค่คันเร่งกับเบรกเท่านั้น

นักกีฬาที่จะเข้าแข่งขัน จะต้องมีใบอนุญาตเท่านั้น และจะต้องสวมอุปกรณ์ป้องกันแบบครบชุด ทั้งเสื้อแข่ง ถุงมือ หมวกกันน๊อคเป็นต้น เพื่อความปลอดภัยของผู้ขับขี่

กระแสของกีฬาโกคาร์ทมีความนิยมมากขึ้นอย่างรวดเร็ว หากเราสังเกตจะเห็นว่าการแข่งรถโกคาร์ทมีความคล้ายคลึงกับการแข่งรถยนต์ฟอร์มูลาวันในหลาย ๆ ด้าน แม้ว่าขนาดของรถ ความแรงและความเร็วและแม้แต่ค่าใช้จ่ายอาจจะไม่เท่ากัน แต่โกคาร์ทก็เป็นพื้นฐานเริ่มต้นที่นำนักแข่งรถระดับโลกไปสู่วงการแข่งรถ F1 กันหลายคนเลยทีเดียว

การขับโกคาร์ทสามารถเริ่มต้นเล่นได้ตั้งแต่ยังเด็ก โดยอาจจะต้องเรียนการขับพื้นฐานที่ถูกต้องจากผู้ฝึกสอนที่มีประสบการณ์ เด็ก ๆ สามารถเล่นได้ตั้งแต่อายุ 6 ขวบเป็นต้นไปเพราะการขับโกคาร์ทเป็นกีฬาที่ไม่ได้ใช้แค่ความเร็วเพียงอย่างเดียว แต่คนเล่นจะได้รับประโยชน์มากมาย เช่น การมีสมาธิ การตัดสินใจที่รวดเร็ว ความอดทน และสิ่งสำคัญคือการเป็นคนที่มีน้ำใจนักกีฬา ซึ่งไม่แน่ว่าการได้เข้ามาสัมผัสกีฬาชนิดนี้อาจจะช่วยเป็นแรงบันดาลใจให้พวกเขาพัฒนาตนเองไปสู่วงการมอเตอร์สปอร์ตระดับมืออาชีพในอนาคต

Monte-Carlo สนามแข่งขันรถทางเรียบที่ถูกโหวตว่าสวยที่สุดในโลก

ถ้าจะเอ่ยถึงการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบที่ใช้ความเร็วมากที่สุด ก็คงเป็นรายการ Formula 1 ที่นักแข่งความเร็วทั่วโลกต่างใฝ่ฝันที่จะได้เข้าร่วมรายการนี้ และถ้าเอ่ยถึงสนามแข่ง Formula1 หรือเรียกสั้น ๆ ว่า F1 มีสนามที่เรียกว่าสวยงามมากที่สุดในบรรดาสนามแข่งทั้งหมด ก็คงหนีไม่พ้นสนาม Monte-Carlo Street Circuit ประเทศโมนาโก (Monaco)

สนามแข่งรถ Monte-Carlo (มอนติคาร์โล) แห่งประเทศโมนาโกเป็นหนึ่งใน 18 สนามแข่งขันรถ F1 ที่ขึ้นชื่อในเรื่องของความงดงามและยิ่งใหญ่มากที่สุดในโลก ด้วยความสวยงามของเมืองมอนติคาร์โลที่ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองที่น่าท่องเที่ยวติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลกเพราะลักษณะทางกายภาพของเมืองที่อยู่ใกล้กับตีนเขาแอลป์ (Alp) และยังถูกล้อมรอบด้วยทะเลเมดิเตอร์เรเนียน มอนติคาร์โลจึงเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สุดแสนโรแมนติกมากแห่งหนึ่งของโลก

สนามแข่งรถ Monte-Carlo เป็นถนนที่อยู่บริเวณท่าเรือที่มีชื่อเสียงของประเทศโมนาโก มีความยิ่งใหญ่ด้วยระยะทาง 78 รอบตลอดสนามแข่งขัน 3.340 กิโลเมตร ซึ่งต้องวิ่งไปตามถนนที่แคบและคดเคี้ยวของมอนติคาร์โลและลาคอนดามีน ส่วนทางตรงสามารถทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 160 ไมล์ต่อชั่วโมง หรือ 260 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเลยทีเดียว จึงเป็นสนามแข่งรถที่มีทั้งความสวยงามและความน่าตื่นเต้นที่สุดแห่งหนึ่งของโลกเลยก็ว่าได้ สนามแห่งนี้ถูกใช้เป็นสนามแข่งรถ F1 หรือเรียกว่า Monaco Grand Prix ตั้งแต่ปี 1929 เวลาในการเซ็ตสนามแข่งขัน ใช้เวลาถึง 6 สัปดาห์ และใช้เวลารื้อถอนอีก 3 สัปดาห์หลังการแข่งขันเสร็จสิ้น

ประวัติความเป็นมาที่น่าทึ่งและความเย้ายวนใจของสนาม MonteCarlo

ก่อนจะมาเป็นสนามแข่งกรังด์ปรีซ์ที่ขึ้นชื่อเรื่องความสวยงามและมีความสมบูรณ์แบบ ผู้ริเริ่มการแข่งขันครั้งแรกของสนามแห่งนี้คือประธาน Automobile Club de Monaco คือคุณ Antony Noghes ในปี 1929 และนักแข่งที่สามารถขับเข้าเส้นชัยได้เป็นคนแรกคือ William Grover-Williams ด้วยรถแข่ง Bugatti Type35

การปรับปรุงสนามครั้งที่ 1 เมื่อปี 1973-1975 จากสนามเดิมที่มีความยาว 3.145 กิโลเมตร จำนวน 14 โค้ง ได้ปรับความยาวสนามเพิ่มขึ้นเป็น 3.278 กิโลเมตร จำนวนโค้ง 14 โค้ง (เท่าเดิม) จากนั้นมีการปรับปรุงสนามอีกหลายครั้ง โดยการปรับปรุงครั้งที่ 4 ในปี 1997-2002 มีความยาวอยู่ที่ 3.328 กิโลเมตร จำนวน 25 โค้ง

จนกระทั่งในปี 2003 มีการปรับปรุงสนามแข่ง Monte-Carlo อีกครั้งให้มีความยาวของสนามอยู่ที่ 3.340 กิโลเมตร จำนวนโค้ง 19 โค้ง โดยนักแข่งที่สามารถทำเวลาดีที่สุดในสนามแห่งนี้ คือ มิชชาเอล ชูมัคเคอร์ (Michael Schumacher) นักแข่งรถสูตรหนึ่งชื่อดัง ชาวเยอรมัน ในรถ Ferrari 2004 ด้วยเวลา 1.14.439 นาทีเท่านั้น

ด้วยความสวยงามและทัศนียภาพที่เย้ายวนใจของสนามแข่งมอนติคาร์โล กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความสนใจมากที่สุดสำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการเข้าไปสัมผัสการแข่งขันกรังด์ปรีซ์อย่างใกล้ชิด ช่วงเทศกาลผู้คนต่างจองตั๋วเพื่อให้ได้ที่นั่งที่ดีที่สุดเพื่อชมการประลองความเร็วในสนามแห่งนี้ และหากเป็นนอกฤดูกาลแข่งขันผู้คนที่เป็นแฟน F1 ต่างก็ชื่นชอบที่จะลองขับรถไปตามถนนที่ใช้เป็นสนามแข่งซึ่งสามารถมองเห็นสถานที่ที่สำคัญและสวยงามของเมืองได้ชัดเจน เช่น พระราชวังพรินซ์, คาสิโนมอนติคาร์โลและท่าเรือโมนาโก เป็นต้น