รวมเหตุการณ์ยอดเยี่ยมและยอดแย่จากสนามแข่ง F1 ปี 2018

ปิดฉากกันไปแล้วกับการแข่งขัน Formula 1 ฤดูกาล 2018 ที่มีทั้งความตื่นเต้นและสามารถรักษาเอกลักษณ์และมาตรฐานการเป็นทัวร์นาเมนท์การแข่งขันรถทัวร์นาเมนท์สูงสุดระดับโลกเอาไว้ได้เป็นอย่างดี โดยในปีนี้ Lewis Hamilton จาก Mercedes สามารถคว้าแชมป์ F1 ไปได้ วันนี้เราจึงได้นำเอาเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ทั้งยอดเยี่ยมและยอดแย่มาฝากกัน

นักแข่งที่ดีที่สุด

                จากผลงานของ Hamilton ที่ Monza ที่เขาสามารถสร้างความกดดันให้กับ Kimi Raikkonen และ Sebastian Vettel ในตักแรกจาก 3 ตาราง ที่เมื่อ Vettel ได้ทิ้งช่องว่างไว้ที่เลนด้านซ้าย ทำให้ Hamilton สามารถแทรกเข้าไปในเลนที่ว่างเพื่อหาโอกาสการแซงได้ หลังจากนั้น Hamilton ก็ไล่บี้ Raikkonen อย่างหนักก่อนจะต้องพัก เนื่องจากยางรถทำงานหนักเกินไป แต่ก็สามารถกลับมาลงสนามได้อย่างรวดเร็วและสามารถแซง Raikkonen ได้ในที่สุด

รายการแข่งขันที่ดีที่สุด

                Italian Gran Pix ถือเป็นรายการแข่งขันที่ดีที่สุดของปี 2018 เนื่องจากให้ความรู้สึกของบรรยากาศการแข่งขันในอดีตกลับมาอีกครั้ง

รถแข่งที่ดีที่สุด

Mercedes และ Ferrari ถือว่ายังคงสูสีทั้งในด้านของตัวรถและเครื่องยนต์ แต่จากการคว้าแชมป์ของ Mercedes ครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า Mercedes สามารถทำความเร็วได้ดีกว่า Ferrari 0.124 วินาที ในขณะที่ Ferrari ก็ยังคงโต้แย้งว่ายังไง Ferrari ก็เป็นรถที่ทำความเร็วได้ดีกว่า Mercedes อยู่แล้ว หรือว่าผลงานในครั้งนี้ต้องยกให้เป็นความสำเร็จและความดีความชอบของนักแข่งอย่าง Hamilton เพราะฤดูกาลนี้ถือเป็นฤดูกาลที่ดีที่สุดของเขาเลยก็ว่าได้

การตัดสินใจที่ดีที่สุด

                การตัดสินใจที่ดีที่สุดจากทัวร์นาเมนท์นี้ก็คือการที่ Ferrari เลือก Charles Leclerc สำหรับการแข่งขันในปี 2019 เพราะเขาสามารถโชว์ฟอร์มได้ดีมาก ถึงแม้ว่าในช่วงแรกอาจโชว์ฟอร์มได้แบบสั่นคลอนเล็กน้อย แต่พอจบฤดูกาลผลงานของเขาก็ถือว่าทำได้ดีเป็นนักแข่งที่มีข้อบกพร่องน้อยมาก และเชื่อว่าการแข่งขันกับ Vettle ในปีหน้าคงจะต้องมันส์และได้ลุ้นกับแบบหืดขึ้นคออย่างแน่นอน

ความผิดพลาดที่แย่ที่สุด

ความผิดพลาดที่แย่ที่สุดสำหรับฤดูกาล 2018 ก็คือการที่ Sebastian Vettle โดยแซงจากการนำในการแข่งขัน German Grand Prix ซึ่งเป็นบ้านเกิดของตัวเอง ซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนี้ถือเป็นเรื่องที่ทำให้อดีตแชมป์โลก 4 สมัยเสียหน้ามากที่สุด และเป็นความผิดพลาดที่นำไปสู่ชัยชนะของ Hamilton ที่ทั้ง Vettle และทีม Ferrari ไม่สามารถกู้หน้าและคว้าถ้วยกลับมาครองได้

การตัดสินใจที่ผิดพลาดที่สุด

การตัดสินใจที่ผิดพลาดที่สุดก็คือการที่ทีม Ferrari ส่งรถออกผิดอันดับในการแข่งขัน Italian Grand Prix ทั้ง ๆ ทำให้ Vettle ที่น่าจะเป็นผู้นำและเอาชนะไปในสนามนี้ได้ แต่กลับต้องเสียตำแหน่งให้ Hamilton  และพลาดโอกาสการได้แชมป์ไปในที่สุด

สำหรับฤดูกาลหน้าก็คงต้องติดตามกันว่า Ferrari จะกลับมาทวงบัลลังก์แชมป์สนาม F1 ได้หรือไม่

อเล็กซานเดอร์ อัลบอน นักแข่งรถสัญชาติไทยที่จะได้ลงสู้ศึก F1 ฤดูกาล 2019

อีกหนึ่งความภาคภูมิใจของคนไทย ที่วันนี้เราได้มีนักแข่งรถสัญชาติไทยที่จะได้ไปลงสู้ศึกในสนามแข่งรถที่ใหญ่และเป็นอันดับ 1 ของโลกนั่นก็คือการแข่งรถฟอร์มูล่า 1 “อเล็กซานเดอร์ อัลบอน” คนนี้เป็นใคร เราจะพาคุณไปทำความรู้จักกับเค้าคนนี้กัน

ทำความรู้จักกับอเล็กซานเดอร์ อัลบอน       

                อเล็กซานเดอร์ อัลบอนเป็นนักแข่งรถลูกครึ่งไทย-อังกฤษ เกิดที่กรุงลอนดอนปัจจุบันอายุ 22 ปี ซึ่งล่าสุดได้เข้าร่วมการแข่งขันรถ FIFA Formula 2 Championship ฤดูกาล 2018 และได้เซ็นต์สัญญากับ Toro Rosso สำหรับการแข่งขัน Formula One World Championship ฤดูกาล 2019 เรียบร้อยแล้ว

จุดเริ่มต้นของการเป็นนักแข่ง

จุดเริ่มต้นการแข่งรถของอัลบอนเกิดขึ้นตั้งแต่เขาอายุยังน้อยโดยเริ่มจากการเป็นนักแข่งรถโกคาร์ทตั้งแต่ปี 2006 – 2010 และถือเป็นนักแข่งที่ประสบความสำเร็จในรายการแข่งขันมากมาย ได้แก่ รายการ Super  Honda National Championship ตั้งแต่ปี 2006 -2009 มาจนถึงรายการ 2010 European Championship โดยได้รับการสนับสนุนจากพ่อซึ่งเคยเป็นอดีตนักแข่งรถเช่นเดียวกัน หลังจากนั้นเขาก็ได้ก้าวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของทีม Red Bull Junior ในปี 2012 และได้รับการเลื่อนขั้นให้เป็นนักแข่งสำหรับฤดูกาล Eurocup Formula Renault 2.0 2012 และเข้าเส้นชัยเป็นอันดับที่ 38 จากทั้งหมด 49 คัน หลังจากนั้นในปี 2015 อัลบอนก็ได้ย้ายมาลงแข่งในสนามที่ใหญ่ขึ้นคือ European Formula 3 แล้วแสดงความสามารถเข้าเส้นชัยเป็นอันดับที่ 7 หลังจากนั้นอีก 1 ปีต่อมาอัลบอนก็ได้เซ็นต์สัญญากับ ART ในการแข่งขัน GT3 Series และได้แชมป์โดยเขาทำหน้าที่เป็นนักแข่งคนที่ 2 ของทีมและล่าสุดในปี 2018 เขาก็ได้เข้าร่วมการแข่งขัน FIFA Formula 2 Championship และเข้าเส้นชัยเป็นอันดับที่ 10 ซึ่งถือเป็นผลงานที่ไม่เลวสำหรับการเข้าร่วมแข่งขันเป็นปีแรก และได้ทำการเซ็นต์สัญญาเพื่อร่วมเป็นหนึ่งในนักแข่งของทีม Nissan edams สำหรับการแข่งขัน Formula E ฤดูกาล 2018-2019

การเซ็นต์สัญญาเพื่อร่วมแข่งรถสูตรหนึ่ง

                เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2561 ที่ผ่านมาได้รับการยืนยันว่าอัลบอนได้รับการปล่อยตัวจากสัญญาของ Nissan edams ที่เซ็นต์ไว้และในวันเดียวกันนั้นเองเขาก็ได้เซ็นต์สัญญาเข้าร่วมทีมกับ Toro Rosso เพื่อลงแข่งขันในสนาม Formula 1 ฤดูกาล 2019 อย่างเป็นทางการเรียบร้อยแล้ว ซึ่งถือเป็นการกลับมาร่วมงานกับสปอนเซอร์หลักอย่าง Red Bull อีกครั้ง

การเซ็นต์สัญญาครั้งนี้ทำให้อเล็กซานเดอร์ อัลบอนถือเป็นนักแข่งสัญชาติไทยคนที่ 2 ที่สร้างประวัติศาสตร์การลงแข่งในสนามรถสูตร 1 ถือเป็นความภูมิใจของชาวไทยที่มีนักแข่งสามารถก้าวสู่ทัวร์นาเมนท์การแข่งรถระดับโลกได้ ใครเป็นแฟนมอเตอร์สปอร์ตก็อย่าลืมคอยเชียร์และเป็นกำลังใจให้กับอเล็กซานเดอร์ อัลบอน หนุ่มลูกครึ่งไทยอังกฤษคนนี้กันด้วย

Ford GT และ Ford Mustang GT ความสำเร็จของรถยนต์สปอร์ตจากค่ายอเมริกัน

อีกหนึ่งค่ายรถจากอเมริกันที่ไม่ทำให้วงการรถสปอร์ตผิดหวังก็คือ ค่ายฟอร์ด กับรถทั้ง 2 รุ่นคือ Ford GT และ Ford Mustang GT ที่รถทั้ง 2 รุ่นได้รับการยอมรับในเรื่องของสมรรถนะและความสามารถ แต่ก็ยังมีหลายคนที่กำลังสงสัยว่ารถทั้ง 2 รุ่นนี้มีความแตกต่างกันยังไง เพราะดูเหมือนจะใกล้เคียงกันเหลือเกิน

Ford GT การกลับมาอีกครั้งของรถสปอร์ตจากค่ายฟอร์ด

ในปี 1966 ฟอร์ดได้มีการเริ่มผลิตรถสปอร์ตรุ่นแรกที่ชื่อว่า GT40 ขึ้นเพื่อใช้ในการแข่งขันซึ่งในครั้งนั้นซึ่งยังคงเป็นรองค่ายรถสัญชาติอิตาลี ซึ่งก็คือเฟอร์รารี่ ต่อมา ฟอร์ด GT ก็ได้ฟื้นคืนชีพกลับมาช่วงสั้น ๆ ในปี 2004 กับรถซูเปอร์คาร์ขนาดกลาง จนต่อมาในปี 2016 ค่ายฟอร์ดก็ได้ปลุกสมรรถนะและความสามารถกลับของรถสปอร์ตขึ้นมาอีกครั้งเนื่องในโอกาสครบรอบ 50 ปีของการผลิตรถสปอร์ตครั้งแรก

ปัจจุบัน Ford GT เป็นการพัฒนาโครงสร้างและสมรรถนะทั้งภายในและภายนอก โดยโครงสร้างภายนอกและแผงตัวถังทำมาจากวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ ปีกหลังสามารถปรับให้สูงขึ้นและต่ำลงได้เพื่อช่วยหยุดรถ เครื่องยนต์ V6 ขนาด 3.5 ลิตร กำลัง 647 แรงม้าพร้อมแรงบิด 550 ปอนด์-ฟุต ทำให้รถสปอร์ตคันนี้สามารถวิ่งได้ด้วยความเร็วสูงสุดที่ 216 ไมล์ต่อชั่วโมง ถึงแม้เสียงจะไม่กระหึ่มและมีเสน่ห์เท่าที่ควรก็ตาม

อัตราการเร่งที่รวดเร็วทำให้  Ford GT เป็นรถสปอร์ตที่สามารถตอบสนองการเร่งของผู้ขับขี่ได้อย่างรวดเร็วและฉับพลันอย่างหาได้ยากในรถซูเปอร์คาร์รุ่นอื่น ๆ อีกทั้งผู้ขับขี่ยังสามารถตั้งค่าโหมดเพื่อให้สามารถควบคุมการขับขี่ให้สะดวกสบายมากขึ้นได้อีกด้วย ถึงแม้ว่าการตกแต่งภายในจะไม่ได้หรูหราเหมือนรถสปอร์ตรุ่นอื่น ๆ ก็ตาม

Ford Mustang GT

สำหรับฟอร์ดมัสแตง เป็นการปรับปรุงและพัฒนาศักยภาพจากสิ่งที่ Ford GT ขาด ได้แก่ เสียงของระบบเกียร์ที่ผู้ขับขี่หลายคนอยากให้ GT มี ซึ่งถ้าย้อนกลับไปเริ่มต้นตั้งแต่ในอดีต Ford Mustang GT 1ได้เริ่มต้นผลิตมาตั้งแต่ปี 1965 โดยได้เพิ่มระบบดิสก์เบรก ไฟฝั่งคนขับ และรูปแบบลายเส้นรอบคันสไตล์รถสปอร์ต ต่อมาได้มีการพัฒนาสมรรถนะในเรื่องของขนาดแรงม้า จนมาถึงปัจจุบันฟอร์ดมัสแตงได้ถูกปรับปรุงให้กลายเป็นรถสปอร์ตที่มีสมรรถนะยอดเยี่ยม ด้วยเครื่องยนต์ 5.0 ลิตร V8 กำลังแรง 460 แรงม้า แรงบิด 420 ปอนด์-ฟุต พร้อมเกียร์ manual หรือเกียร์อัตโนมัติระบบใหม่แบบ 10 สปีด

ฟอร์ดมัสแตงมีข้อดีหลายข้อที่ทำให้เหนือกว่า Ford GT ได้แก่ ระบบควบคุม Smokey-burnout แบบอัตโนมัติ, ระบบการล็อคอิเล็กทรอนิกส์ ที่ช่วยให้ผู้ขับขี่รู้สึกปลอดภัย อีกทั้งยังมีข้อได้เปรียบในเรื่องของความสะดวกสบาย สามารถขับขี่ได้อย่างนุ่มนวลมากขึ้นแบบที่สามารถใช้เป็นรถแบบขับประจำวันได้เลยทีเดียว

Ford เป็นอีกหนึ่งค่ายรถที่น่าจับตามองทั้งในสนามแข่งและในตลาดรถสปอร์ตซูเปอร์คาร์ไม่แพ้ค่ายรถจากในยุโรป สำหรับในอนาคตทั้ง Ford GT และ Ford Mustang GT จะพัฒนาก้าวหน้าและตอบโจทย์ขวัญใจรถสปอร์ตได้อีกมากน้อยแค่ไหน แฟน ๆ ค่ายฟอร์ดก็คงต้องติดตามกันต่อไป

Top 10 รถสปอร์ตที่ดีที่สุดของปี 2018 (ตอนที่ 2)

มาต่อกับรถยนต์สปอร์ตที่ได้ชื่อว่าเป็นรถที่ดีที่สุดในปี 2018 อีก 5 รุ่นกันจากตอนที่ 1 ที่ได้พูดถึงรถยนต์จากค่ายปอร์เช่, จากัวร์, โลตัส, BMW และนิสสันกันมาแล้ว

  • Lexus LC ด้วยสมรรถนะของเครื่องยนต์ V8 ทำให้ Lexus LC เป็นรถยนต์สปอร์ตที่มีเสน่ห์ยอดเยี่ยมพร้อมกับความสมดุลและความกระฉับกระเฉงในการขับขี่ ทำให้รู้สึกถึงความเป็นธรรมชาติของ Jaguar F-Type หรือ Porches 911 ได้ดี แต่ Lexus LC ก็ยังถือเป็นรถสปอร์ตรุ่นที่ค่อนข้างใหญ่เมื่อขับขี่อยู่บนท้องถนน
  • Chevrolet Corvette Stingray รถรุ่นนี้ถือเป็น Super Car รุ่นเก่าแก่ที่มีเครื่องยนต์ที่มีแรงดึงตามธรรมชาติด้วยเกียร์ธรรมดาและการขับเคลื่อนล้อหลัง เสียงของ Chevrolet Corvette Stingray ถือเป็นซาวน์แบบดั้งเดิมและดังกระหึ่มพร้อมการตกแต่งภายในที่ดีเยี่ยม ถือเป็นรถรุ่นที่มีศักยภาพและสามารถสร้างความสนุกสนานสำหรับการใช้งานของผู้ขับขี่ได้เป็นอย่างดี
  • Maserati GranTurismo มาเซราติรุ่นนี้ถูกออกแบบมาให้มีความซับซ้อนมากขึ้น แต่ก็ยังคงมีข้อบกพร่องในเรื่องความสมบูรณ์แบบของการเป็นรถยนต์สปอร์ตที่ยังสามารถพัฒนาให้มีความแข็งแกร่งเพิ่มขึ้นกว่านี้ได้อีก แต่ถึงอย่างไรก็ตาม Maserati GranTurismo รุ่นนี้ก็ยังคงได้รับการจัดอันดับให้เป็นรถสปอร์ต 1 ใน 10 รุ่นที่ดีที่สุดของปี 2018 อยู่ดี เพราะคุณไม่มีทางผิดหวังอย่างเด็ดขาดเมื่อเลือกซื้อเป็นเจ้าของรถสปอร์ต Maserati GranTurismo
  • Alfa Romeo 4C รถยนต์อัจฉริยะที่สามารถสร้างความประทับใจให้กับผู้ขับขี่ได้อย่างยอดเยี่ยม ถึงแม้บางคนจะบอกว่าปอร์เช่เหมือนการพัฒนาที่สมบูรณ์แบบของ Alfa Romeo ก็ตาม เนื่องจาก Alfa Romeo 4C ยังคงมีความบกพร่องในส่วนของความเป็นรถสปอร์ตอยู่บ้างเล็กน้อย แต่ก็ถือเป็นรถที่เป็นมิตรกับผู้ใช้ให้ผู้ใช้สามารถขับขี่ได้อย่างง่ายดาย อีกทั้งยังมีกลุ่มผู้ใช้แบบเฉพาะเจาะจงที่เรียกว่าแฟนพันธุ์แท้ที่เหนียวแน่นที่ไม่ได้สนใจเรื่องสมรรถนะหากจะถูกนำไปเปรียบเทียบกับปอร์เช่แต่อย่างใดเพราะ Alfa Romeo มีความโดดเด่นที่แตกต่างอย่างแท้จริงที่ทำให้ผู้ขับขี่ประทับใจรถสปอร์ตยี่ห้อนี้มาอย่างยาวนาน
  • Morgan Plus 8 ถึงแม้หลายคนจะยังไม่ชอบรูปทรงของรถสปอร์ตคันนี้ก็ตาม อีกทั้งยังมองว่าสมรรถนะยังไม่สมกับราคา 80,000 ปอนด์ แต่ Morgan Plus 8 ก็ยังติดอยู่ในอันดับ 10 ของรถสปอร์ตที่ดีที่สุดในปีนี้อยู่ดี

ถึงแม้รถสปอร์ตทั้ง 10 รุ่นที่กล่าวมาทั้งในตอนที่ 1 และตอนที่ 2 จะได้ชื่อว่าเป็นรถสปอร์ตที่ดีที่สุดแห่งปี 2018 แต่ข้อสำคัญในการเลือกซื้อรถก็คือ ต้องเลือกให้เหมาะสมกับการใช้งานและต้องเป็นรถที่คุณสามารถใช้งานได้อย่างสะดวกและง่ายดายที่สุดต่างหาก สำหรับปี 2019 จะมีรถยนต์รุ่นไหนจากค่ายใดที่มาแรงและน่าสนใจกันบ้าง ก็คงต้องติดตามกันต่อไป รวมถึงสนนราคาว่าจะแรงแค่ไหนก็คงต้องรอดูเช่นกัน

Top 10 รถสปอร์ตที่ดีที่สุดของปี 2018 (ตอนที่ 1)

ก่อนจะลากันไปในปี 2018 วันนี้เราได้นำเอาเรื่องราว 10 อันดับของรถสปอร์ตที่ได้ชื่อว่าเป็นรถยนต์ที่ดีที่สุดของปีนี้มาฝากกัน จะมีค่ายรถจากแบรนด์ไหนกันบ้าง ไปดูกันเลย

  1. Porsche 911 Carrera รถยนต์ปอร์เช่สปอร์ต 911 ที่ได้รับการปรับปรุงสมรรถนะให้เร็วและแรงกว่าเก่า พร้อมการติดตั้งระบบเทอร์โบ ระบบหล่อเย็นและระบบพวงมาลัยไฟฟ้าอัจฉริยะ ทำให้ปอร์เช่ 911 ถูกจัดเป็นรถยนต์สปอร์ตที่ดีที่สุดแห่งปี 2018
  2. Jaguar F-Type รถยนต์จากัวร์รุ่น F-Type เป็นรุ่นที่พิสูจน์ได้ว่าค่ายรถจากัวร์เป็นอีกหนึ่งในค่ายรถที่มีความสามารถในการผลิตรถยนต์สปอร์ตได้อย่างแท้จริงเหมือนกับค่ายรถเยอรมันเจ้าอื่น ๆ ซึ่งทำให้รถยนต์รุ่นนี้มีเสน่ห์และคุ้มค่ากับการเป็นเจ้าของอย่างไม่น่าเชื่อ และถึงแม้ว่า Jaguar F-Type จะไม่ได้เป็นรถยนต์สปอร์ตที่มีความโดดเด่นมากมายแถมยังมีข้อบกพร่องหลายอย่าง แต่รถยนต์รุ่นนี้ก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการสร้างแบรนด์ของจากัวร์อีกครั้งในศตวรรษที่ 21 อีกทั้งยังได้ชื่อว่าเป็นรถที่สร้างแรงบันดาลใจในการขับขี่และยังรักษาตำนานของผู้ผลิตรถสปอร์ตไว้ได้เป็นอย่างดี ถึงจะไม่สมบูรณ์แบบแต่ก็ยังคงยอดเยี่ยม
  3. Lotus Evora เป็นรถยนต์สปอร์ตที่ไม่จำเป็นต้องมีคำถามหรือข้อสงสัยในเรื่องของสมรรถนะ และถึงแม้ว่าลูกค้าจะมีความต้องการรถที่มีสมรรถนะสูงกว่า แต่ในปัจจุบันก็ยังไม่มีรถรุ่นที่มีสมรรถนะด้านไดนามิกที่สูงกว่ารถรุ่นนี้ออกมาวางจำหน่าย Lotus รุ่น Evora ถือเป็นการวางเกณฑ์มาตรฐานของรถยนต์สปอร์ตในการที่จะทำให้รถสามารถทรงตัวและผู้ขับขี่สามารถบังคับพวงมาลัยได้ในขณะที่รถกำลังขับเคลื่อนด้วยความแรง 410 แรงม้า
  4. BMW I8 หนึ่งในรถยนต์สปอร์ตรุ่นที่น่าสนใจมากที่สุดในรอบหลายปีที่ผ่านมา ไม่เฉพาะสมรรถนะและความแรงในการขับขี่เท่านั้นแต่ทั้งรูปลักษณ์ภายในและภายนอกยังได้ถูกออกแบบมาด้วยความประณีตสวยงามแต่แฝงไปด้วยความเรียบง่าย ทำให้ BMW I8 สามารถแบ่งยอดขายจาก Porsche 911 ไปได้โดยไม่ต้องสงสัย ทั้ง ๆ ที่ i8 เสียเปรียบเล็กน้อยในเรื่องความสมดุลของรถสปอร์ต
  5. Nissan GT-R เป็นรถรุ่นที่ให้ความเร็วและแรงได้อย่างคุ้มค่าสมกับราคา 100K ปอนด์ และไม่ใช่เฉพาะเรื่องความเร็วที่เยี่ยมยอดแต่เพียงอย่างเดียว แต่ Nissan GT-R ยังเป็นรถสปอร์ตจากญี่ปุ่นที่มีพร้อมความหรูหราและอุปกรณ์ภายในที่มีประสิทธิภาพที่แตกต่าง อีกทั้งระบบดิจิตอลของรถคันนี้ยังถูกออกแบบมาให้มีเสน่ห์มากขึ้นกว่าเดิมอีกด้วย

สำหรับรถอีก 5 รุ่นที่ได้รับการจัดอันดับให้เป็นรถสปอร์ตที่ดีที่สุดของปี 2018 จะเป็นรถยนต์จากค่ายใด ติดตามต่อได้ใน Top 10 รถสปอร์ตที่ดีที่สุดของปี 2018 (ตอนที่ 2)

เปิดตัว Porsche 911 New 2019   

ปิดท้ายปี 2018 เตรียมรับปีหน้าฟ้าใหม่สำหรับวงการรถสปอร์ตกับเจ้าแห่งความเร็ว แรง และความหรูระดับพรีเมี่ยมอย่างปอร์เช่ ที่เปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ล่าสุดพร้อมรับปี 2019 กับ Porsche 911 ที่มาพร้อมสมรรถนะและความแรง รถยนต์สปอร์ตจากค่ายดังระดับโลกรุ่นนี้จะมีอะไรใหม่ที่น่าตื่นเต้นกันบ้าง เราไปดูกันเลย

Generation ที่ 8 ของรถสปอร์ตจากปอร์เช่

                Porsche 911 รุ่น New 2019 นี้เป็นการเปิดตัวรถยนต์สปอร์ตจากค่ายปอร์เช่ที่มีรูปทรงเป็นเอกลักษณ์ไม่ต่างจากเดิมมากนัก แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือเครื่องยนต์เบนซินแบบเทอร์โบ 6 สูบที่ปรับปรุงใหม่ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าเดิม ทำให้การเปิดตัวรถยนต์ปอร์เช่รุ่นใหม่รุ่นนี้ถือเป็นไฮไลท์ของงานมอเตอร์โชว์ที่เมืองลอสแอนเจลิส เมื่อต้นเดือนธันวาคมที่ผ่าน

สมรรถนะของ Porsche 911 (992)

                เครื่องยนต์เบนซิน 6 สูบเป็นการปรับปรุงเครื่องยนต์ใหม่ในรูปแบบแนวนอนโดยมีกระบวนการฉีดเชื้อเพลิงแบบใหม่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเผาไหม้ ซึ่งถือเป็นการปรับปรุงรถรุ่นใหม่โดยมีเป้าหมายในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้เทียบเท่าได้กับรถ 2 ประตูของค่ายคู่แข่งอื่น เครื่องยนต์เทอร์โบชาร์จขนาด 3 ลิตรที่ติดตั้งอยู่ด้านหลังของตัวรถมีพลังแรงมากกว่ารุ่นก่อนเล็กน้อย สามารถใช้ได้ทั้งกับเกียร์อัตโนมัติ 7 สปีดมาตรฐานเกียร์อันโนมัติแบบ 8 จังหวะใหม่ได้

ระบบขับเคลื่อนล้อหลัง Carrera S และ ระบบขับเคลื่อนแบบ 4 wheel drive Carrera 4S เป็นระบบขับเคลื่อนใหม่ที่ให้กำลังแรงม้ามากกว่าเดิม 30 แรงม้า เป็น 444 แรงม้า พร้อมการปรับเกียร์โฉมใหม่ของเกียร์คลัชคู่ที่ทำให้ประหยัดเวลาในการขับเคลื่อนได้มากกว่าเดิม 0-62 ไมล์ต่อชั่วโมง ซึ่งทำให้สามารถเปลี่ยนเกียร์ได้เร็วขึ้น นอกจากนี้ Porsche 911 หรือรุ่น 992 ตามชื่อเรียกรหัสใหม่ยังออกแบบให้ด้านหลังของรถมีการปรับปรุงเรื่องการกระจายน้ำหนัก ปีกด้านหลังมีความกว้างมากกว่า กันชนมีองค์ประกอบที่โดดเด่นกว่า ฝากระโปรงยาวและมีการไล่ชั้นเชิงมากขึ้น ฐานล้อกว้างกว่าเดิมเล็กน้อย มิติภายนอกทั้งหมดมีขนาดใหญ่กว่ารุ่นก่อนหน้า

ภายในห้องโดยสารเป็นการปรับปรุงโดยได้รับแรงบันดาลใจมากจาก Porsche 911 ยุค 70’s มาพร้อมพวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นใหม่พร้อมระบบตอบรับการหมุนรอบตัวของโหมด Sport ที่ผู้ขับขี่สามารถเปลี่ยนโหมดการขับได้ หน้าปัดห้าเหลี่ยมที่จะแสดงข้อมูลดิจิตอลทั้งหมดให้ผู้ขับขี่ทราบ และหน้าจอระบบสัมผัสเพื่อช่วยให้สามารถจัดการข้อมูล เชื่อมต่อฟังก์ชั่นต่าง และมีระบบนำทางแบบออนไลน์ที่สามารถเปิดใช้งานได้ทันที พร้อมชุดเกียร์แบบใหม่ ชุดสวิตซ์เบรกมืออิเล็กทรอนิกส์ และสวิตซ์แบบสัมผัสเพื่อเปลี่ยนฟังก์ชั่นต่าง ๆ และแอปพลิเคชั่นพิเศษ 3 แอปจาก Porsche คือ Porsche Roadtrip ตัวช่วยการนำทางจากปอร์เช่ Porche Impact การคำนวณผลจากการที่รถปล่อยสาร Co2 ออกไป และ Porsche 360+ ตัวช่วยในการบริหารจัดการชีวิตส่วนตัวของผู้ขับขี่

หากใครสนใจ Porsche 911 ปัจจุบันในต่างประเทศได้เริ่มให้มีการเปิดจองแล้ว 2 รุ่นคือ Carrera S และรุ่น 4S ที่มาพร้อมกระปุกเกียร์ PDK สนนราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 93,110 – 98,418 ปอนด์ ซึ่งจะเริ่มรับรถได้ปีหน้า แต่สำหรับราคาจำหน่ายในเมืองไทยก็ต้องติดตามกันต่อไป

ออโต้ครอสการแข่งขันรถยนต์ของทักษะชั้นสูง

ในการขับขี่รถยนต์สิ่งที่จำเป็นสำหรับการขับขี่คือ ทักษะที่ใช้ในการขับรถยนต์ เพราะถ้าหากไม่มีทักษะในการขับขี่รถยนต์การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าที่เข้ามาโดยไม่คาดคิด อาจจะทำให้เกิดอุบัติเหตุที่อันตรายถึงแก่ชีวิตได้ ดังนั้นการฝึกการขับรถยนต์ที่ใช้ทักษะในการขับขี่อย่างมาก จะทำให้ชีวิตที่อยู่บนท้องถนนมีความปลอดภัยมากขึ้นกว่าเดิม ซึ่งการแข่งขันแบบออโต้ครอสเป็นการแข่งขันรถยนต์ที่ใช้ทักษะในการขับขี่แข่งขันสูง ทำให้เหมาะแก่การศึกษาเรียนรู้ฝึกหัดและทดสอบในการแข่งขันรถยนต์ประเภทนี้ เพื่อรักษาชีวิตบนท้องถนนให้ปลอดภัยกว่าที่เคยเป็น

การแข่งขันออโต้ครอสมีลักษณะคล้ายกับการแข่งขันแบบจิมคาน่า จนทำให้ผู้ที่พบเห็นการแข่งขันออโต้ครอสแบบผิวเผินเข้าใจว่าเป็นการแข่งขันในแบบเดียวกัน ซึ่งในความเป็นจริงแล้วการแข่งรถยนต์ในแบบทั้ง 2 ไม่ใช่การแข่งขันที่มีความเหมือนกัน เพราะการแข่งขันแบบจิมคาน่านั้นจะมีการจัดสถานที่การแข่งขันในรูปแบบเส้นทางที่ไม่มีทิศทางที่แน่นอน เพื่อเป็นการท้าทายการขับขี่ของเกมส์การแข่งขัน ส่วนการแข่งขันในแบบออโต้ครอสที่แท้จริงแล้วเป็นการขับที่เน้นการขับขี่ในทางเรียบ และจำลองเส้นทางการใช้งานที่ใช้บนท้องถนนได้จริง

ลักษณะในการแข่งขันรถยนต์แบบออโต้ครอส ได้ถูกแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ การแข่งขันแบบประเภททางเรียบในลานกว้าง และการแข่งขันชิงชัยในประเภททางฝุ่น โดยในการแข่งขันจะเน้นทักษะในการควบคุมรถไม่ให้ชนกับไพล่อนยางรถยนต์เก่าที่ได้นำมาทำเป็นขอบเขตเส้นทางในการแข่งขัน ซึ่งสามารถใช้ความเร็วของรถยนต์เท่าใดก็ได้ในการขับขี่ และผู้เข้าแข่งขันคนใดทำเวลาได้น้อยที่สุดจะเป็นผู้ชนะสำหรับการแข่งขันรถยนต์รายการนี้ ส่วนรถที่ใช้สำหรับการแข่งขันเป็นรถ 4 ล้อประเภทใดก็ได้ในการลงแข่ง แต่ต้องเช็คสภาพรถยนต์ในช่วงล่างและยางรถยนต์ให้เหมาะสมกับผิวสนามในแต่ละสถานที่เสียก่อน โดยการแข่งขันออโต้ครอสจะเริ่มจากการจับเวลารถยนต์ตั้งแต่จุดปล่อยตัวเข้าสนามไปจนถึงสิ้นสุดระยะทางการแข่งขันเพียง 1 คันต่อ 1 รอบเท่านั้น หากผู้เข้าแข่งขันคนใดสามารถทำเวลาในการแข่งขันได้น้อยที่สุดจะเป็นผู้ได้รับชัยชนะ

ออโต้ครอสเป็นที่นิยมมากในหลายประเทศโดยเฉพาะอเมริกา เนื่องจากเป็นการแข่งขันที่ใช้รถใดชนิดใดก็ได้ในการลงแข่ง พร้อมทั้งยังเป็นการแข่งขันที่ปลอดภัยที่สุดในการแข่งขันรถยนต์ทุกรูปแบบ และมีค่าใช้จ่ายในการแข่งขันต่ำมากอีกด้วย โดยในประเทศไทยได้มีการจัดการแข่งขันออโต้ครอสขึ้นในหลายพื้นที่ อย่างเช่น ลานอเนกประสงค์ ห้างสรรพสินค้า ซีคอนสแควร์ ที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในการจัดการแข่งขันรถยนต์ออโต้ครอส

 

แรลลี่ไทยเที่ยวไทย ที่ควรไปผจญภัยด้วยสักครั้ง

การแข่งขันแรลลี่เป็นการแข่งขันที่เต็มไปด้วยความสนุกสนานพร้อมทั้งยังมีความรู้สึกเหมือนได้ออกไปผจญภัยในโลกกว้างมากขึ้น ซึ่งนอกจากจะมีการจัดแข่งขันในระดับโลกจนเป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลายแล้ว การแข่งขันแรลลี่ยังได้มีการจัดขึ้นตามท้องถิ่นภายในจังหวัดของแต่ละประเทศทั่วโลก เพื่อเพิ่มกระชับความสัมพันธ์ในแต่ละองค์กรหรือเพื่อสร้างกิจกรรมสำหรับความสนุกสนานในครอบครัวให้มีความกลมเกลียวกันมากขึ้นในวันหยุดยาวต่าง ๆ ซึ่งภายในประเทศไทยได้มีการจัดการแข่งขันแรลลี่อย่างหลากหลายรายการ

การแข่งขันแรลลี่ภายในประเทศไทยมีการจัดการแข่งขันขึ้นมาอย่างช้านาน มีหลายรายการที่มีชื่อเสียงมาจวบจนปัจจุบัน และมีหลายรายการที่ไม่ได้ถูกสานต่อ อย่างรายการแข่งขัน ขันโตกแรลลี่ ที่จัดขึ้นในปี 2514 เป็นการจัดการแข่งขันที่รวมประเพณีกับวัฒนธรรมเข้าด้วยกัน และเมื่อถึงเส้นชัยในท้ายที่สุดจะมานั่งทานขันโตกไปด้วยกัน ซึ่งได้รับความนิยมเป็นอย่างสูงก่อนที่จะหยุดจัดการแข่งขันและกลายเป็นตำนานไป ส่วนการแข่งขันแรลลี่ที่จัดมาจวบจนปัจจุบัน และเป็นที่นิยมนั้นมีชื่อว่าการแข่งขัน สิงห์แรลลี่ออฟไทยแลนด์ ซึ่งจัดการแข่งขันโดยบริษัทเบียร์สิงห์

ปัจจุบันการแข่งขันแรลลี่ในประเทศไทยนั้นเน้นจัดเป็นกิจกรรมเพื่อครอบครัวและมิตรภาพเป็นหลัก เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศและส่งเสริมสถาบันครอบครัวให้พัฒนามากขึ้น โดยการแข่งขันแรลลี่ที่เป็นรายการหลักประจำปีจะเป็นรายการที่สนับสนุนโดยบริษัทเบียร์สิงห์ที่มีรายการให้ผจญภัยในกิจกรรมแรลลี่ตลอดทั้งปี อาทิเช่น สิงห์แรลลี่ พาออเจ้าแต่งไทยไปเมืองกาญจน์ , สิงห์แรลลี่ กาลครั้งหนึ่งบึงกาฬ , สิงห์แรลลี่ จันทบุรี ดูเล กินผลไม้ เป็นต้น ส่วนในรายการอื่นมีการแข่งขันแรลลี่ที่เป็นการจัดขึ้นตามองค์กรและรัฐวิสาหกิจต่าง ๆ ที่ผู้ใดสนใจก็สามารถสมัครลงแข่งขันในรายการที่ชื่นชอบได้ อาทิเช่น แรลลี่ แมกไม้ ชายหาด แก่งหิน ถิ่นกวี เส้นทางนนทบุรี-ระยอง , วัยเก๋า เหมายกล้อ แรลลี่ 5 ภาค , แรลลี่หรรษา พาเที่ยว 4 จังหวัด ซึ่งทั้งหมดเป็นการแข่งขันแรลลี่ที่มาพร้อมกับแพ็กเกจการผจญภัยเดินทางท่องเที่ยวทั่วไทยไปในตัว

การแข่งขันที่กลายมาเป็นกิจกรรมเพื่อความบันเทิงมักเต็มไปด้วยความครบครันของอรรถรสที่ชวนมาร่วมพิสูจน์ความท้าทาย เต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์ และความรู้สึกน่าค้นหา ซึ่งในการแข่งขันแรลลี่ในประเทศไทยหลายคนอาจจะเคยเดินทางไปในเส้นทางการแข่งขันที่จัดขึ้น และอีกหลายคนอาจจะไม่มีโอกาสได้เดินทางไปในเส้นทางเหล่านั้น แต่ทั้งคนที่เคยเดินทางไปและไม่เคยเดินทางไปหากได้ลองลิ้มชิมสัมผัสของการแข่งขันแรลลี่ภายในประเทศไทยที่มาพร้อมกับการท่องเที่ยวแล้ว อาจจะทำให้การขับรถยนต์ไปท่องเที่ยวธรรมดากลายมาเป็นการผจญภัยที่สนุกสนานจนลืมไม่ลงก็เป็นได้

 

การแข่งขันแรลลี่โบราณอันทรงคุณค่า

รถยนต์ถูกผลิตขึ้นมาบนโลกครั้งแรกในปี 1886 โดยการประดิษฐ์จากฝีมือ คาลส์ เบนซ์ ในขณะนั้นรถยนต์มีเพียงแค่ 3 ล้อในการขับเคลื่อนเท่านั้น กาลเวลาผ่านไปการพัฒนายานยนต์ได้ถูกวิวัฒนาการให้มีความก้าวหน้ามากขึ้นและความทันสมัยมากขึ้น และเมื่อความก้าวหน้ารุดหน้าเข้ามามากขึ้นรถรุ่นเก่าที่เคยสร้างมาก็ถูกลบเลือนไป และรถยนต์บางคันถึงกับจางหายไปจากความทรงจำของทุกคน แต่การแข่งขันแรลลี่โบราณได้เอาความทรงจำที่หายไปตามช่วงยุคสมัยที่ผ่านไปกลับมาให้ผู้คนได้ยลโฉมในความงดงามและน่าทึ่งอีกครั้ง

การแข่งขันแรลลี่โบราณมีการจัดการแข่งขันมากมายในหลายประเทศ แต่การแข่งขันแรลลี่โบราณที่มีความนิยมและรู้จักกันอย่างกว้างขวางมากที่สุดคือ การแข่งขันที่มีชื่อว่า Great Race ซึ่งมีการจัดการแข่งขันขึ้นครั้งแรกในปี 1983 ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยรถทุกชนิดสามารถเข้าร่วมการแข่งขันในรายการนี้ได้แบบไม่จำกัดรุ่น หรือขนาดเพียงแต่ต้องมีปีที่ผลิตรถยนต์ไม่เกินปี 1970 และในการแข่งขันนั้นยังห้ามใช้ GPS เป็นตัวนำทางในการเดินทางให้ใช้ได้เพียงแค่กระดาษกับดินสอคำนวณเส้นทางและระยะเวลาในการเดินทางแข่งขันเท่านั้น

เส้นทางและระยะทางจัดการแข่งขันแรลลี่โบราณมีทั้งแบบระยะทางสั้นและระยะทางยาว ซึ่งในระยะทางแบบสั้นจะเป็นการจัดการแข่งขันภายในประเทศไม่ว่าจะเป็นการจัดการแข่งที่ประเทศ อเมริกา อังกฤษ และในประเทศญี่ปุ่น ส่วนในการแข่งขันในเส้นทางระยะยาวก็มีการแข่งขันกันในหลายประเทศเช่นเดียวกัน อีกทั้งยังเป็นการแข่งขันในเส้นทางที่ข้ามประเทศอีกด้วย โดยในประเทศไทยได้เป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางการแข่งขันแรลลี่โบราณหลายรายการ ทั้งการแข่งขันแรลลี่โบราณ เดอะไทเกอร์ แรลลี่ 2012 ที่ใช้เส้นทางดินแดนแหลมทองในการแข่งขันเริ่มต้นจาก มาเลเซีย ผ่าน ไทย ลาว และจบการแข่งขันที่กัมพูชา หรือ เดอะโรดทูไซง่อน 2018 ในปีนี้ที่จัดการแข่งขันเริ่มต้นจาก สิงค์โปร์ ผ่าน มาเลเซีย ไทย ลาว และไปจบที่เวียดนามเป็นเส้นชัยของการแข่งขัน ซึ่งในรายการนี้มีรถยุโรปทั้งวินเทจและคลาสสิคเข้าร่วมแข่งขันถึง 30 คัน พร้อมทั้งมีรถที่มีอายุมากกว่า 111 ปีเข้าร่วมแข่งขันในครั้งนี้อีกด้วย

อดีตที่เคยยิ่งใหญ่ได้กลับมาเดินพรมแดงบนท้องถนนอีกครั้ง ความทรงจำที่ถูกลบเลือนกลับผงาดมาเฉิดฉายอย่างงามสง่า หากใครที่ไม่เคยเห็นรถยนต์ที่มีกลไกความสวยงามของการประดิษฐ์ในอดีต และหาซื้อที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว การแข่งขันแรลลี่โบราณเหมาะสมที่สุดที่จะเฝ้าติดตามศึกษาเรื่องราวรูปแบบของรถยนต์ก่อนที่จะวิวัฒนาการมาในปัจจุบัน พร้อมทั้งยังทำให้ได้ความรู้สึกถึงความน่าหลงใหลในความสวยงามที่ทรงคุณค่าของประวัติศาสตร์รถยนต์

 

ดาการ์ แรลลี่การแข่งขันแรลลี่บนเส้นทางหฤโหดข้ามทวีป

การขับรถข้ามประเทศเป็นอีกหนึ่งอย่างที่เป็นการผจญภัยสำหรับผู้ที่ชื่นชอบในการขับรถยนต์ เพราะนอกจากจะได้ชมวิวทิวทัศน์ที่สวยงามระหว่างทางแล้ว ยังได้สนุกกับการใช้ความเร็วที่เร้าใจในการขับขี่เดินทางข้ามประเทศอีกด้วย แต่โอกาสในการที่จะได้ขับข้ามประเทศของแต่ละคนคงมีไม่มากนัก สิ่งที่ทำได้ดีที่สุดสำหรับคนที่ไม่มีโอกาสเดินทางข้ามประเทศคงเป็นการนั่งดูความเร้าใจผ่านทางหน้าจอทีวี

ซึ่งรายการแข่งขัน ดาการ์ แรลลี่ เป็นรายการที่ตอบโจทย์ความต้องการของการได้ผจญภัยอย่างเร้าใจและหฤโหดมากที่สุด โดย ดาการ์ แรลลี่ มีชื่อเดิมว่า ปารีส ดาการ์ แรลลี่ ได้มีการจัดการแข่งขันขึ้นในปี 1978 ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศสเป็นจุดเริ่มต้นการแข่งขัน ซึ่งผู้เข้าแข่งขันจะต้องทำการขับรถยนต์ผ่านเส้นทางจากปารีส ไปยังหลายประเทศ ได้แก่ แอลจีเรีย ไนเจอร์ มาลี และอัปเปอร์วอลตา หรือ บูร์กินาฟาโซในปัจจุบัน เป็นต้น เพื่อไปให้ถึงจุดหมายปลายทางที่กรุงดาการ์ เมืองหลวงของเซเนกัล รวมระยะทางที่ใช้ในการแข่งขันรวมได้ถึง 10000 กิโลเมตร และในครั้งแรกมีผู้เข้าร่วมแข่งขันถึง 183 ราย แบ่งเป็นรถยนต์ 80 คัน มอเตอร์ไซค์ 90 คัน และรถบรรทุก 12 คัน ผู้ชนะคนแรกของรายการนี้คือ ซีริล เนโว ชาวฝรั่งเศส

หลังจากมีการจัดการแข่งขันครั้งแรกเกิดขึ้นจนเป็นที่นิยมและเลื่องลือถึงความเร้าใจแบบหฤโหด และความสวยงามแบบที่ไม่สามารถหาได้ที่ไหน ทำให้มีผู้ที่สนใจเข้าร่วมการแข่งขันมากขึ้นในทุกปี จนในปี 1988 มีจำนวนผู้เข้าร่วมแข่งขันถึง 603 ราย เพิ่มมากถึง 3 เท่าในระยะเวลา 10 ปี จนกระทั่งในปี 2017 ในการแข่งขันครั้งที่ 39 ได้มีการสับเปลี่ยนจุดเริ่มต้นของการแข่งขันไปที่อซุนซิโอน ประเทศปารากวัย และใช้กรุงบัวโนสไอเรส ประเทศอาเจนตินา เป็นจุดเส้นชัยแทน เป็นระยะทางรวมถึง 9000 กิโลเมตร ใน 12 ประเทศที่จะต้องตะลุยฝ่าด่านผ่านพิชิตทุกเส้นทางไปให้ได้

อุปสรรคมากมายในการแข่งขัน ดาการ์ แรลลี่ เต็มไปด้วยถนนวิบากที่มีหลุมบ่ออยู่แทบทุกเส้นทาง อีกทั้งพายุฝนจากธรรมชาติที่ต้องฟันฝ่า รวมถึงดินโคลนทรายดูดที่ทำให้รถยนต์ไม่สามารถผ่านทางไปได้โดยง่าย ทำให้การแข่งขันรายการนี้เป็นการแข่งขันที่เต็มไปด้วยการผจญภัย และการแก้ปัญหาระหว่างทางอย่างสนุกสนาน พร้อมทั้งยังได้มีโอกาสได้เห็นการใช้รถฝ่าฟันเส้นทางอันหฤโหดแบบท้าทายตลอดระยะทาง 9000 กิโลเมตร สำหรับผู้ที่หลงใหลในวงการรถยนต์แล้วรายการแข่งขันนี้ถือได้ว่าเป็นรายการแข่งขันรถที่มีอรรถรสในการรับชมอย่างครบครันมากที่สุดในทุกการแข่งขันรถยนต์