ออโต้ครอสการแข่งขันรถยนต์ของทักษะชั้นสูง

ในการขับขี่รถยนต์สิ่งที่จำเป็นสำหรับการขับขี่คือ ทักษะที่ใช้ในการขับรถยนต์ เพราะถ้าหากไม่มีทักษะในการขับขี่รถยนต์การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าที่เข้ามาโดยไม่คาดคิด อาจจะทำให้เกิดอุบัติเหตุที่อันตรายถึงแก่ชีวิตได้ ดังนั้นการฝึกการขับรถยนต์ที่ใช้ทักษะในการขับขี่อย่างมาก จะทำให้ชีวิตที่อยู่บนท้องถนนมีความปลอดภัยมากขึ้นกว่าเดิม ซึ่งการแข่งขันแบบออโต้ครอสเป็นการแข่งขันรถยนต์ที่ใช้ทักษะในการขับขี่แข่งขันสูง ทำให้เหมาะแก่การศึกษาเรียนรู้ฝึกหัดและทดสอบในการแข่งขันรถยนต์ประเภทนี้ เพื่อรักษาชีวิตบนท้องถนนให้ปลอดภัยกว่าที่เคยเป็น

การแข่งขันออโต้ครอสมีลักษณะคล้ายกับการแข่งขันแบบจิมคาน่า จนทำให้ผู้ที่พบเห็นการแข่งขันออโต้ครอสแบบผิวเผินเข้าใจว่าเป็นการแข่งขันในแบบเดียวกัน ซึ่งในความเป็นจริงแล้วการแข่งรถยนต์ในแบบทั้ง 2 ไม่ใช่การแข่งขันที่มีความเหมือนกัน เพราะการแข่งขันแบบจิมคาน่านั้นจะมีการจัดสถานที่การแข่งขันในรูปแบบเส้นทางที่ไม่มีทิศทางที่แน่นอน เพื่อเป็นการท้าทายการขับขี่ของเกมส์การแข่งขัน ส่วนการแข่งขันในแบบออโต้ครอสที่แท้จริงแล้วเป็นการขับที่เน้นการขับขี่ในทางเรียบ และจำลองเส้นทางการใช้งานที่ใช้บนท้องถนนได้จริง

ลักษณะในการแข่งขันรถยนต์แบบออโต้ครอส ได้ถูกแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ การแข่งขันแบบประเภททางเรียบในลานกว้าง และการแข่งขันชิงชัยในประเภททางฝุ่น โดยในการแข่งขันจะเน้นทักษะในการควบคุมรถไม่ให้ชนกับไพล่อนยางรถยนต์เก่าที่ได้นำมาทำเป็นขอบเขตเส้นทางในการแข่งขัน ซึ่งสามารถใช้ความเร็วของรถยนต์เท่าใดก็ได้ในการขับขี่ และผู้เข้าแข่งขันคนใดทำเวลาได้น้อยที่สุดจะเป็นผู้ชนะสำหรับการแข่งขันรถยนต์รายการนี้ ส่วนรถที่ใช้สำหรับการแข่งขันเป็นรถ 4 ล้อประเภทใดก็ได้ในการลงแข่ง แต่ต้องเช็คสภาพรถยนต์ในช่วงล่างและยางรถยนต์ให้เหมาะสมกับผิวสนามในแต่ละสถานที่เสียก่อน โดยการแข่งขันออโต้ครอสจะเริ่มจากการจับเวลารถยนต์ตั้งแต่จุดปล่อยตัวเข้าสนามไปจนถึงสิ้นสุดระยะทางการแข่งขันเพียง 1 คันต่อ 1 รอบเท่านั้น หากผู้เข้าแข่งขันคนใดสามารถทำเวลาในการแข่งขันได้น้อยที่สุดจะเป็นผู้ได้รับชัยชนะ

ออโต้ครอสเป็นที่นิยมมากในหลายประเทศโดยเฉพาะอเมริกา เนื่องจากเป็นการแข่งขันที่ใช้รถใดชนิดใดก็ได้ในการลงแข่ง พร้อมทั้งยังเป็นการแข่งขันที่ปลอดภัยที่สุดในการแข่งขันรถยนต์ทุกรูปแบบ และมีค่าใช้จ่ายในการแข่งขันต่ำมากอีกด้วย โดยในประเทศไทยได้มีการจัดการแข่งขันออโต้ครอสขึ้นในหลายพื้นที่ อย่างเช่น ลานอเนกประสงค์ ห้างสรรพสินค้า ซีคอนสแควร์ ที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในการจัดการแข่งขันรถยนต์ออโต้ครอส

 

แรลลี่ไทยเที่ยวไทย ที่ควรไปผจญภัยด้วยสักครั้ง

การแข่งขันแรลลี่เป็นการแข่งขันที่เต็มไปด้วยความสนุกสนานพร้อมทั้งยังมีความรู้สึกเหมือนได้ออกไปผจญภัยในโลกกว้างมากขึ้น ซึ่งนอกจากจะมีการจัดแข่งขันในระดับโลกจนเป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลายแล้ว การแข่งขันแรลลี่ยังได้มีการจัดขึ้นตามท้องถิ่นภายในจังหวัดของแต่ละประเทศทั่วโลก เพื่อเพิ่มกระชับความสัมพันธ์ในแต่ละองค์กรหรือเพื่อสร้างกิจกรรมสำหรับความสนุกสนานในครอบครัวให้มีความกลมเกลียวกันมากขึ้นในวันหยุดยาวต่าง ๆ ซึ่งภายในประเทศไทยได้มีการจัดการแข่งขันแรลลี่อย่างหลากหลายรายการ

การแข่งขันแรลลี่ภายในประเทศไทยมีการจัดการแข่งขันขึ้นมาอย่างช้านาน มีหลายรายการที่มีชื่อเสียงมาจวบจนปัจจุบัน และมีหลายรายการที่ไม่ได้ถูกสานต่อ อย่างรายการแข่งขัน ขันโตกแรลลี่ ที่จัดขึ้นในปี 2514 เป็นการจัดการแข่งขันที่รวมประเพณีกับวัฒนธรรมเข้าด้วยกัน และเมื่อถึงเส้นชัยในท้ายที่สุดจะมานั่งทานขันโตกไปด้วยกัน ซึ่งได้รับความนิยมเป็นอย่างสูงก่อนที่จะหยุดจัดการแข่งขันและกลายเป็นตำนานไป ส่วนการแข่งขันแรลลี่ที่จัดมาจวบจนปัจจุบัน และเป็นที่นิยมนั้นมีชื่อว่าการแข่งขัน สิงห์แรลลี่ออฟไทยแลนด์ ซึ่งจัดการแข่งขันโดยบริษัทเบียร์สิงห์

ปัจจุบันการแข่งขันแรลลี่ในประเทศไทยนั้นเน้นจัดเป็นกิจกรรมเพื่อครอบครัวและมิตรภาพเป็นหลัก เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศและส่งเสริมสถาบันครอบครัวให้พัฒนามากขึ้น โดยการแข่งขันแรลลี่ที่เป็นรายการหลักประจำปีจะเป็นรายการที่สนับสนุนโดยบริษัทเบียร์สิงห์ที่มีรายการให้ผจญภัยในกิจกรรมแรลลี่ตลอดทั้งปี อาทิเช่น สิงห์แรลลี่ พาออเจ้าแต่งไทยไปเมืองกาญจน์ , สิงห์แรลลี่ กาลครั้งหนึ่งบึงกาฬ , สิงห์แรลลี่ จันทบุรี ดูเล กินผลไม้ เป็นต้น ส่วนในรายการอื่นมีการแข่งขันแรลลี่ที่เป็นการจัดขึ้นตามองค์กรและรัฐวิสาหกิจต่าง ๆ ที่ผู้ใดสนใจก็สามารถสมัครลงแข่งขันในรายการที่ชื่นชอบได้ อาทิเช่น แรลลี่ แมกไม้ ชายหาด แก่งหิน ถิ่นกวี เส้นทางนนทบุรี-ระยอง , วัยเก๋า เหมายกล้อ แรลลี่ 5 ภาค , แรลลี่หรรษา พาเที่ยว 4 จังหวัด ซึ่งทั้งหมดเป็นการแข่งขันแรลลี่ที่มาพร้อมกับแพ็กเกจการผจญภัยเดินทางท่องเที่ยวทั่วไทยไปในตัว

การแข่งขันที่กลายมาเป็นกิจกรรมเพื่อความบันเทิงมักเต็มไปด้วยความครบครันของอรรถรสที่ชวนมาร่วมพิสูจน์ความท้าทาย เต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์ และความรู้สึกน่าค้นหา ซึ่งในการแข่งขันแรลลี่ในประเทศไทยหลายคนอาจจะเคยเดินทางไปในเส้นทางการแข่งขันที่จัดขึ้น และอีกหลายคนอาจจะไม่มีโอกาสได้เดินทางไปในเส้นทางเหล่านั้น แต่ทั้งคนที่เคยเดินทางไปและไม่เคยเดินทางไปหากได้ลองลิ้มชิมสัมผัสของการแข่งขันแรลลี่ภายในประเทศไทยที่มาพร้อมกับการท่องเที่ยวแล้ว อาจจะทำให้การขับรถยนต์ไปท่องเที่ยวธรรมดากลายมาเป็นการผจญภัยที่สนุกสนานจนลืมไม่ลงก็เป็นได้

 

การแข่งขันแรลลี่โบราณอันทรงคุณค่า

รถยนต์ถูกผลิตขึ้นมาบนโลกครั้งแรกในปี 1886 โดยการประดิษฐ์จากฝีมือ คาลส์ เบนซ์ ในขณะนั้นรถยนต์มีเพียงแค่ 3 ล้อในการขับเคลื่อนเท่านั้น กาลเวลาผ่านไปการพัฒนายานยนต์ได้ถูกวิวัฒนาการให้มีความก้าวหน้ามากขึ้นและความทันสมัยมากขึ้น และเมื่อความก้าวหน้ารุดหน้าเข้ามามากขึ้นรถรุ่นเก่าที่เคยสร้างมาก็ถูกลบเลือนไป และรถยนต์บางคันถึงกับจางหายไปจากความทรงจำของทุกคน แต่การแข่งขันแรลลี่โบราณได้เอาความทรงจำที่หายไปตามช่วงยุคสมัยที่ผ่านไปกลับมาให้ผู้คนได้ยลโฉมในความงดงามและน่าทึ่งอีกครั้ง

การแข่งขันแรลลี่โบราณมีการจัดการแข่งขันมากมายในหลายประเทศ แต่การแข่งขันแรลลี่โบราณที่มีความนิยมและรู้จักกันอย่างกว้างขวางมากที่สุดคือ การแข่งขันที่มีชื่อว่า Great Race ซึ่งมีการจัดการแข่งขันขึ้นครั้งแรกในปี 1983 ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยรถทุกชนิดสามารถเข้าร่วมการแข่งขันในรายการนี้ได้แบบไม่จำกัดรุ่น หรือขนาดเพียงแต่ต้องมีปีที่ผลิตรถยนต์ไม่เกินปี 1970 และในการแข่งขันนั้นยังห้ามใช้ GPS เป็นตัวนำทางในการเดินทางให้ใช้ได้เพียงแค่กระดาษกับดินสอคำนวณเส้นทางและระยะเวลาในการเดินทางแข่งขันเท่านั้น

เส้นทางและระยะทางจัดการแข่งขันแรลลี่โบราณมีทั้งแบบระยะทางสั้นและระยะทางยาว ซึ่งในระยะทางแบบสั้นจะเป็นการจัดการแข่งขันภายในประเทศไม่ว่าจะเป็นการจัดการแข่งที่ประเทศ อเมริกา อังกฤษ และในประเทศญี่ปุ่น ส่วนในการแข่งขันในเส้นทางระยะยาวก็มีการแข่งขันกันในหลายประเทศเช่นเดียวกัน อีกทั้งยังเป็นการแข่งขันในเส้นทางที่ข้ามประเทศอีกด้วย โดยในประเทศไทยได้เป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางการแข่งขันแรลลี่โบราณหลายรายการ ทั้งการแข่งขันแรลลี่โบราณ เดอะไทเกอร์ แรลลี่ 2012 ที่ใช้เส้นทางดินแดนแหลมทองในการแข่งขันเริ่มต้นจาก มาเลเซีย ผ่าน ไทย ลาว และจบการแข่งขันที่กัมพูชา หรือ เดอะโรดทูไซง่อน 2018 ในปีนี้ที่จัดการแข่งขันเริ่มต้นจาก สิงค์โปร์ ผ่าน มาเลเซีย ไทย ลาว และไปจบที่เวียดนามเป็นเส้นชัยของการแข่งขัน ซึ่งในรายการนี้มีรถยุโรปทั้งวินเทจและคลาสสิคเข้าร่วมแข่งขันถึง 30 คัน พร้อมทั้งมีรถที่มีอายุมากกว่า 111 ปีเข้าร่วมแข่งขันในครั้งนี้อีกด้วย

อดีตที่เคยยิ่งใหญ่ได้กลับมาเดินพรมแดงบนท้องถนนอีกครั้ง ความทรงจำที่ถูกลบเลือนกลับผงาดมาเฉิดฉายอย่างงามสง่า หากใครที่ไม่เคยเห็นรถยนต์ที่มีกลไกความสวยงามของการประดิษฐ์ในอดีต และหาซื้อที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว การแข่งขันแรลลี่โบราณเหมาะสมที่สุดที่จะเฝ้าติดตามศึกษาเรื่องราวรูปแบบของรถยนต์ก่อนที่จะวิวัฒนาการมาในปัจจุบัน พร้อมทั้งยังทำให้ได้ความรู้สึกถึงความน่าหลงใหลในความสวยงามที่ทรงคุณค่าของประวัติศาสตร์รถยนต์

 

ดาการ์ แรลลี่การแข่งขันแรลลี่บนเส้นทางหฤโหดข้ามทวีป

การขับรถข้ามประเทศเป็นอีกหนึ่งอย่างที่เป็นการผจญภัยสำหรับผู้ที่ชื่นชอบในการขับรถยนต์ เพราะนอกจากจะได้ชมวิวทิวทัศน์ที่สวยงามระหว่างทางแล้ว ยังได้สนุกกับการใช้ความเร็วที่เร้าใจในการขับขี่เดินทางข้ามประเทศอีกด้วย แต่โอกาสในการที่จะได้ขับข้ามประเทศของแต่ละคนคงมีไม่มากนัก สิ่งที่ทำได้ดีที่สุดสำหรับคนที่ไม่มีโอกาสเดินทางข้ามประเทศคงเป็นการนั่งดูความเร้าใจผ่านทางหน้าจอทีวี

ซึ่งรายการแข่งขัน ดาการ์ แรลลี่ เป็นรายการที่ตอบโจทย์ความต้องการของการได้ผจญภัยอย่างเร้าใจและหฤโหดมากที่สุด โดย ดาการ์ แรลลี่ มีชื่อเดิมว่า ปารีส ดาการ์ แรลลี่ ได้มีการจัดการแข่งขันขึ้นในปี 1978 ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศสเป็นจุดเริ่มต้นการแข่งขัน ซึ่งผู้เข้าแข่งขันจะต้องทำการขับรถยนต์ผ่านเส้นทางจากปารีส ไปยังหลายประเทศ ได้แก่ แอลจีเรีย ไนเจอร์ มาลี และอัปเปอร์วอลตา หรือ บูร์กินาฟาโซในปัจจุบัน เป็นต้น เพื่อไปให้ถึงจุดหมายปลายทางที่กรุงดาการ์ เมืองหลวงของเซเนกัล รวมระยะทางที่ใช้ในการแข่งขันรวมได้ถึง 10000 กิโลเมตร และในครั้งแรกมีผู้เข้าร่วมแข่งขันถึง 183 ราย แบ่งเป็นรถยนต์ 80 คัน มอเตอร์ไซค์ 90 คัน และรถบรรทุก 12 คัน ผู้ชนะคนแรกของรายการนี้คือ ซีริล เนโว ชาวฝรั่งเศส

หลังจากมีการจัดการแข่งขันครั้งแรกเกิดขึ้นจนเป็นที่นิยมและเลื่องลือถึงความเร้าใจแบบหฤโหด และความสวยงามแบบที่ไม่สามารถหาได้ที่ไหน ทำให้มีผู้ที่สนใจเข้าร่วมการแข่งขันมากขึ้นในทุกปี จนในปี 1988 มีจำนวนผู้เข้าร่วมแข่งขันถึง 603 ราย เพิ่มมากถึง 3 เท่าในระยะเวลา 10 ปี จนกระทั่งในปี 2017 ในการแข่งขันครั้งที่ 39 ได้มีการสับเปลี่ยนจุดเริ่มต้นของการแข่งขันไปที่อซุนซิโอน ประเทศปารากวัย และใช้กรุงบัวโนสไอเรส ประเทศอาเจนตินา เป็นจุดเส้นชัยแทน เป็นระยะทางรวมถึง 9000 กิโลเมตร ใน 12 ประเทศที่จะต้องตะลุยฝ่าด่านผ่านพิชิตทุกเส้นทางไปให้ได้

อุปสรรคมากมายในการแข่งขัน ดาการ์ แรลลี่ เต็มไปด้วยถนนวิบากที่มีหลุมบ่ออยู่แทบทุกเส้นทาง อีกทั้งพายุฝนจากธรรมชาติที่ต้องฟันฝ่า รวมถึงดินโคลนทรายดูดที่ทำให้รถยนต์ไม่สามารถผ่านทางไปได้โดยง่าย ทำให้การแข่งขันรายการนี้เป็นการแข่งขันที่เต็มไปด้วยการผจญภัย และการแก้ปัญหาระหว่างทางอย่างสนุกสนาน พร้อมทั้งยังได้มีโอกาสได้เห็นการใช้รถฝ่าฟันเส้นทางอันหฤโหดแบบท้าทายตลอดระยะทาง 9000 กิโลเมตร สำหรับผู้ที่หลงใหลในวงการรถยนต์แล้วรายการแข่งขันนี้ถือได้ว่าเป็นรายการแข่งขันรถที่มีอรรถรสในการรับชมอย่างครบครันมากที่สุดในทุกการแข่งขันรถยนต์

 

ทวินริง โมเตกิ (Twin Ring Motegi) สนามของแชมป์แห่งความเร็ว

การจัดการแข่งขันรถยนต์ได้ถูกจัดแข่งขึ้นมากมายในหลายประเทศทั่วโลก และมีการสร้างสรรค์สนามแข่งรถให้สวยงามเป็นที่นิยมมากขึ้นทั้งให้ผู้ที่ชื่นชอบหลงใหลในความเร็วได้สัมผัส และเป็นมนต์ขลังที่คอยดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาหลงใหลในเสน่ห์ของการแข่งรถเพิ่มมากขึ้น  ซึ่ง ทวินริง โมเตกิ เป็นอีกสนามหนึ่งที่มีความสวยงาม และเรื่องราวที่ทำให้ผู้ที่ชื่นชอบในความเร็วได้หลงไปทั้งในสนามและนอกสนามไปพร้อมกัน

จังหวัดโทจิงิเป็นจังหวัดที่ตั้งอยู่ในประเทศญี่ปุ่นบนภูมิภาคคันโตแห่งหมู่เกาะฮนซู ซึ่งมีชื่อเสียงในทางด้านอาหารและวัฒนธรรมหลายแห่งที่ติดอันดับโลก พร้อมทั้งยังเป็นสถานที่ตั้งของพระตำหนักประทับประจำราชวงศ์ในญี่ปุ่นอีกด้วย และถ้าหากกล่าวถึงผู้ที่หลงใหลในความเร็วแล้ว จังหวัดโทจิงิยังเป็นสถานที่ของการเริ่มต้นการแข่งขันรถยนต์แบบ Super GT หรือเรียกได้ว่าเป็นบ้านเกิดของการแข่งขันรถยนต์คลาส GT ที่กลายมาเป็นการแข่งขันที่นิยมระดับนานาชาติในเวลาต่อมา

ทวินริงโก โมเตกิ เป็นสนามแข่งรถที่ตั้งอยู่ในจังหวัดโทชิงิบนเทือกเขาฮักโกะ เป็นเทือกเขาที่ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของกรุงโตเกียวประมาณ 100 กิโลเมตร ซึ่งเป็นสนามที่เป็นจุดเริ่มต้นของการแข่งขันรถยนต์คลาส GT โดยตั้งอยู่บนพื้นที่ 4000 ไร่ ลึกลงไปในแอ่งใหญ่ล้อมรอบด้วยภูเขาใช้วิธีการสร้างสนามด้วยแนวคิดที่ต้องอยู่ร่วมกันกับธรรมชาติ และต้องรักษาธรรมชาติที่รายล้อมให้ได้มากที่สุด ซึ่ง ทวินริง โมเตกิ ได้สามารถสร้างสนามแห่งนี้ให้กลมกลืนกับธรรมชาติได้อย่างแนบเนียนถึงขนาดถ้าไม่รู้ว่าสถานที่ตรงนั้นเป็นสถานที่ใช้สำหรับแข่งรถก็ไม่อาจเห็นหรือทราบได้เลยว่ามีสนามแข่งรถได้ถูกสร้างตั้งขึ้นอยู่ที่นั่น ที่สนามของ ทวินริงโก โมเตกี ประกอบไปด้วยเส้นสนามสำหรับการแข่งในรายการยุโรป 1 วง และเส้นทางการแข่งขันแบบอเมริกันหรือวงรีอีก 1 วง โดยสนามแห่งนี้ได้สร้างไว้จัดรายการแข่งขันระดับโลกมากมายทั้งการแข่งขันโมโตจีพีระดับโลก การแข่งขันเอฟวัน และการแข่งขัน Super GT ที่ได้ใช้เป็นการแข่งขันในสนามสุดท้ายของรายการการแข่งขัน

สนามสุดท้ายของการแข่งเป็นสนามที่เป็นจุดเริ่มต้นของทุกสิ่งเป็นสิ่งหนึ่งที่เป็นมนต์เสน่ห์ของเรื่องราวที่ต้องไปให้ถึงชัยชนะสำหรับนักแข่งทุกคน ราวกับเป็นเกียรติยศอันมีค่าที่ได้มีโอกาสเป็นส่วนหนึ่งของจุดเริ่มต้นรายการแข่งขันที่กลายมาเป็นที่กล่าวขานในเวทีโลก นอกจากนี้สำหรับผู้ที่มาเที่ยวชมที่สนาม ทวินริงโก โมเตกิ ยังมีจุดบริการหลายแห่งให้ได้ลิ้มรสเรื่องราวในด้านความเร็วและธรรมชาติไปพร้อมกัน อีกทั้งยังได้ร่วมมาเป็นสักขีพยานอีกหนึ่งเสียงของสนามที่เป็นหน้าหนึ่งในประศาสตร์การแข่งขัน Super GT สนามของแชมป์แห่งความเร็ว

 

รถยนต์ Super GT ราชสีห์แห่งความเร็ว

ในการแข่งขันรถยนต์ที่ถูกจัดขึ้นมาบนโลกใบนี้ ในแต่ละการแข่งขันรถยนต์ที่ถูกนำมาใช้จะมีความแตกต่างกันออกไปตามแต่ความสำคัญที่ใช้ในการแข่งขัน ตั้งแต่ เอฟวัน หรือ การแข่งรถสูตร 1 การแข่งแรลลี่ และการแข่ง Super GT ทั้งหมดนั้นล้วนแต่มีการใช้จุดสำคัญของรถในเชิงที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งเอฟวันเป็นการแข่งขันที่ใช้รถยนต์ที่ต้องเร็วที่สุดในโลกรถที่ใช้จะต้องมีความเบาที่สุด ส่วนการแข่งขันแรลลี่ที่ต้องเผชิญตะลุยมหกรรมเส้นทางวิบากนั้นรถที่ใช้จะต้องมีความใหญ่หนักอึดและทนต่อทุกสภาพอากาศ และในแบบ Super GT ที่ต้องใช้ทั้งความเร็วและความแข็งแกร่งดังนั้นรถที่ใช้สำหรับการแข่งจำเป็นต้องใช้รถที่มีความเบาอึดและทนอย่างครบถ้วนราวกับราชสีห์ติดปีกที่ต้องคำรามเหาะอยู่เหนือท้องถนน

แบบของรถแข่ง GT ได้ถูกแบ่งออกเป็น 2 รุ่น ได้แก่ รุ่น GT300 และ GT500 ซึ่งมีความหมายเท่ากับแรงม้าของรถคันนั้น โดยมีรูปแบบคล้ายกับรถยนต์สปอร์ตคาร์ที่มีขายอยู่โดยทั่วไปแต่ได้มีการสร้างทั้งบอดี้และตัวถังของรถยนต์ขึ้นมาใหม่สำหรับการแข่งขันโดยเฉพาะ ดังนั้นรถที่นำมาแข่งในรายการนี้จะเป็นรถที่ถูกสร้างขึ้นมาใหม่ และยังไม่มีการวางขายในท้องตลาด ทำให้รถยนต์ที่ใช้ในการแข่งขันเป็นการแสดงถึงวิวัฒนาการของรถยนต์ในแต่ละค่ายว่ามีการพัฒนาระบบยานยนต์ก้าวไกลไปถึงไหนในปัจจุบัน สำหรับในรุ่น GT500 จะสามารถให้ใช้เครื่องยนต์ประเภทใดก็ได้วางที่ส่วนไหนของรถก็ได้แต่ต้องเป็นของในค่ายเท่านั้น และจะต้องทำความเร็วเครื่องไม่ให้เกิน 500 แรงม้า ตามที่กติกากำหนด ส่วนในเรื่องของบอดี้สามรถตกแต่งแบบใดก็ได้แต่จะต้องมีความเหมือนกับรถที่มีขายอยู่ตามท้องตลาดเท่านั้น แต่ในแบบ GT 300 จะมีกฎกติกาที่เข้ามากำหนดมากกว่าเพราะว่าต้องการให้รถแข่งในรุ่นนี้มีความคล้ายคลึงหรือเหมือนกับรถที่ขายอยู่ในโชว์รูมรถยนต์มากที่สุด ทั้งเรื่องของเครื่องยนต์ บอดี้ และแอโรพาร์ท ทำให้รถรุ่นนี้ไม่สามารถเปลี่ยนรูปแบบไปต่างจากเดิมได้มากนัก

ปัจจุบันในปี 2018 ปีนี้มีผู้เข้าร่วมแข่งขันรุ่น GT 500 มาจาก 3 ค่ายยักษ์ใหญ่ในประเทศญี่ปุ่น ได้แก่ ฮอนด้า นิสสัน และโตโยต้าเลกซัส ส่วนผู้ที่เข้าร่วมแข่งขันในรุ่น GT 300 จากดินแดนอาทิตย์อุทัยประกอบไปด้วยบริษัท โตโยต้า นิสสัน ซูบารุ และฮอนด้า รวมถึงบริษัทผู้เข้าแข่งขันที่ข้ามน้ำข้ามทะเลมาจากดินแดนแถบยุโรป ได้แก่ ปอร์เช่ บีเอ็มดับเบิลยู เมอร์เซเดส เบนซ์ ออดี้ โลตัส และเลกซัส ที่เข้ามาร่วมประชันราศีกันอย่างล้นหลาม ส่วนทีมใดจะเข้ามาคำรามได้อย่างกึกก้องลั่นสนั่นปฐพีคงจะต้องคอยติดตามคำตอบกันได้ในปลายปีนี้ที่กำลังจะมาถึง

 

Super GT เอกอุความเร็วระดับโลกแห่งแดนอาทิตย์อุทัย

ดินแดนแห่งอาทิตย์อุทัย เป็นชื่อเสียงเรียงนามที่ถูกแปลมาจากอักษรคันจิของประเทศ ญี่ปุ่น ซึ่งมีความหมายว่าถิ่นกำเนิดของดวงอาทิตย์ ทำให้ผู้คนมักเรียกประเทศญี่ปุ่นว่าว่า ดินแดนแห่งอาทิตย์อุทัย และนอกจากประเทศญี่ปุ่นจะมีชื่อที่มีความหมายราวกับดวงอาทิตย์แล้ว ยังเป็นประเทศที่มีความเฉิดฉายในหลายด้านของโลกราวกับดวงอาทิตย์เฉกเช่นเดียวกันกับสมญานาม รวมถึงได้มีการจัดการแข่งขันรถยนต์ที่ได้ถูกขนานนามว่าเป็นการแข่งขันรถยนต์คลาส GT ที่มีความเร็วที่สุดในโลกอีกด้วย

ในปี 1993 ประเทศญี่ปุ่นได้จัดตั้งรายการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบที่มีชื่อรายการว่า JGTC หรือ Japanese Grand Touring Championship ซึ่งเป็นการแข่งขันที่จัดแข่งโดยใช้รถที่ผลิตภายในประเทศญี่ปุ่นทำการแข่งขันเท่านั้น และรายการนี้ยังเป็นการจัดแข่งขันกันเฉพาะภายในประเทศญี่ปุ่นเพียงประเทศเดียว ก่อนที่การแข่งขันจะเป็นที่ติดตามของบรรดาผู้หลงไหลในความเร็วกันอย่างแพร่หลายในระดับโลก ทำให้นานาชาติได้สนใจและทำการบินเข้ามาร่วมแข่งขันกันอย่างมากมาย และเมื่อการแข่งที่จัดเพียงแค่ในประเทศเท่านั้นกลับได้รับความนิยมอย่างสูงจึงทำให้ประเทศญี่ปุ่นตัดสินใจจัดการแข่งขันในต่างประเทศมากขึ้น พร้อมทั้งเปลี่ยนชื่อรายการแข่งขันเป็น Super GT เพื่อทำให้เป็นสากลในระดับนานาชาติมากขึ้นในปี 2014 จวบจนถึงปัจจุบัน

การแข่งขันรถยนต์ Super GT เป็นการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งการแข่งขันจะเปิดฉากแข่งขันทั้งหมดใน 8 สนาม ตั้งแต่ต้นปีจนไปถึงสิ้นปี โดยการแข่งขันได้ถูกแบ่งออกเป็นสองประเภทคือแบบ Sprint Race และ Endurance Race ในแบบ Sprint Race คือการแข่งขันในระยะสั้นโดยใช้ระยะทาง 250 หรือ 300 กิโลเมตร ในการแข่งขัน ส่วนแบบ Endurance Race คือการแข่งขันที่ใช้ระยะทางแข่งขันมากถึง 1000 กิโลเมตร เป็นเส้นทางการตัดสิน ซึ่งการแข่งขันจะถูกจัดขึ้นที่สนาม Suzuka Circuit เท่านั้น และมีชื่อใช้การแข่งขันว่า SUZUKA 1,000 KM  นอกจากนี้นับตั้งแต่ปี 2014 สนาม ช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต ประเทศไทย ได้ถูกบรรจุเป็นสนามที่ 7 ของการแข่งขันแบบ Super GT  โดยใช้การแข่งขันทั้งหมด 66 รอบสนาม แบบประเภท Sprint Race 300 km.

ด้วยความเร็วแบบคลาส GT ที่เร็วมากที่สุดในโลก และการตกแต่งรถยนต์ที่ทำให้การขับเคลื่อนเร็วราวกับเหาะอยู่เหนือท้องถนน ทำให้เป็นที่หลงใหลชื่นชอบในระดับกว้างเป็นอย่างมาก และเป็นโชคดีของประชาชนชาวไทยที่ได้มีโอกาสรับชมการแข่งขัน Super GT ได้แบบเกาะติดขอบสนามนอกเหนือจากประชาชนชาวญี่ปุ่น ซึ่งสามารถเดินทางไปดูความตื่นเต้นเร้าใจนี้ได้ที่จังหวัดบุรีรัมย์ในช่วงเวลาแข่งขันของสนามที่ 7 พร้อมทั้งจะได้เห็นพัฒนาการเทคโนโลยีรถยนต์ของประเทศญี่ปุ่นที่ได้แสดงถึงความแข็งแกร่งอันน่าเกรงขามดั่งเช่นสมญานามของประเทศในเวลานี้

 

เนวิเกเตอร์คู่หูร่วมเดินทางของนักแข่งขันแรลลี่ที่ขาดไม่ได้

ทุกการเดินทางไปในแต่ละที่หากได้เดินทางไปคนเดียวบางครั้งอาจจะทำให้เกิดความผิดพลาดในการเดินทางได้และในบางครั้งนั้นอาจจะเลยเถิดจนกลายไปเป็นอุบัติเหตุที่ไม่คาดคิด ดังนั้นการมีเพื่อนร่วมเดินทางไปด้วยจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามสำหรับผู้ขับขี่ทุกคน ซึ่งในการแข่งขันแรลลี่นั้นจำเป็นต้องใช้แผนที่ในการเดินทางไปยังจุดหมายต่าง ๆ โดยที่ไม่รู้ว่าเส้นทางข้างหน้าเป็นเช่นไร พร้อมทั้งยังต้องค้นหา RC ที่ซ่อนไว้ในระหว่างเส้นทางให้พบ จึงจำเป็นที่จะต้องมีผู้ช่วยดูเส้นทางและช่วยเหลือกันและกันในระหว่างทางการแข่งขัน โดยมีชื่อเรียกคู่หูผู้เข้าร่วมเดินทางการแข่งขันนี้ว่า เนวิเกเตอร์

เนวิเกเตอร์ มีความหมายในภาษาอังกฤษว่า ผู้นำทาง ซึ่งในคำแปลนั้นมีความหมายที่ได้บอกถึงหน้าที่และการปฏิบัติงานของผู้ที่มีชื่อเรียกแบบนี้ว่าควรจะต้องทำอะไรยังไงอย่างไม่ต้องสงสัย โดยในปัจจุบันเนวิเกเตอร์ได้ถูกพัฒนาจากคนให้กลายเป็นระบบคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กที่สามารถใช้พกพาเดินทางในระยะไกลได้ในทุกชนิดรถยนต์ แต่ในการแข่งขันแรลลี่นั้นตำแหน่งเนวิเกเตอร์จำเป็นจะต้องใช้บุคคลที่มีวิสัยทัศน์ในการร่วมเดินทางแข่งขันไปด้วยถึงจะได้รับชัยชนะในท้ายที่สุด

โดยหน้าที่ของผู้ที่ได้รับบทบาทเนวิเกเตอร์นี้ จะต้องคอยวิเคราะห์ดูแผนที่ในเส้นทางการเดินทางในการแข่งขันไม่ให้ผิดพลาด พร้อมทั้งคอยประมวลเส้นทางข้างหน้าว่าควรเร็วหรือช้า แซงได้หรือแซงไม่ได้และมีหลุมบ่ออยู่ข้างหน้าหรือไม่ พร้อมทั้งยังต้องคาดคะเนระยะทางโค้งเพื่อใช้ความเร็วที่กำลังขับอยู่ได้รักษาสถานะความเร็วได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อจะได้ทำเวลาในการแข่งขันให้ดีที่สุด นอกจากนี้ในระหว่างการแข่งขันแรลลี่ผู้ที่เป็นเนวิเกเตอร์ยังคงต้องคอยแก้ไขปริศนาและค้นหาสัญลักษณ์ RC ที่ซ่อนอยู่ตามจุดต่าง ๆ ในเส้นทางการแข่งขันอีกด้วย รวมถึงในการแข่งขันแรลลี่ที่เต็มไปด้วยอุปสรรคของเส้นทางธรรมชาติที่ทั้งถนนหนทางทางเป็นแบบลูกรังขรุขระ หนอง คลอง บึง อาจจะทำให้เกิดรถเสียในขณะที่กำลังแข่งขันอยู่ เนวิเกเตอร์จะเป็นคนคอยช่วยเหลือในการซ่อมเบื้องต้นให้สามารถขับรถแข่งขันต่อไปได้จนกว่าจะจบการแข่งขัน

มีคำที่กล่าวว่าคนเดียวหัวหายสองคนเพื่อนตาย ซึ่งเปรียบได้กับผู้ได้รับตำแหน่งเนวิเกเตอร์ที่คอยชี้นำทางนักแข่งไปตลอดการแข่งขันแรลลี่ และยังเปรียบได้กับเป็นนักขับมือดีอีกคนหนึ่งที่เข้าร่วมแข่งขันที่ขาดไม่ได้ เพราะถ้าหากไม่มีตำแหน่งเนวิเกเตอร์ร่วมเดินทางไปด้วยไม่มีทางเลยที่จะสามารถคว้าชัยชนะได้ในการแข่งขันแรลลี่ได้ อีกทั้งในระหว่างการแข่งขันระยะไกลหากมีคู่หูร่วมเดินทางไปด้วยแล้ว ก็คงจะทำให้การเดินทางอันยากเย็นแสนลำบากกลายเป็นการเดินทางที่เต็มไปด้วยความทรงจำที่สนุกสนาน และก่อให้เกิดมิตรภาพในระหว่างการเดินทางที่น่าจดจำ

 

แรลลี่โลกการแข่งขันที่สนุกสนานและดุดัน

การแข่งขันรถยนต์มีด้วยกันหลากหลายรูปแบบ ซึ่งถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเสริมอรรถรสในชีวิตให้มีความสนุกสนาน ตื่นเต้น เร้าใจ พร้อมทั้งท้าทายบทบาทในความเป็นมนุษย์ให้ก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเองไปสู่อีกระดับความมันส์ในชีวิต และหนึ่งการแข่งขันรถยนต์ที่มีผู้ชื่นชอบและติดตามอีกหนึ่งรายการคือ การแข่งขันรถยนต์แบบแรลลี่ ที่มาพร้อมกับความดุดันและสวยงาม พร้อมทั้งมีกิจกรรมระหว่างทางที่สร้างความสนุกสนานให้เกิดขึ้นในการแข่งขันอีกด้วย

การแข่งขันแบบแรลลี่ได้ถูกจัดขึ้นโดยสมาพันธ์รถยนต์นานาชาติหรือ FIA โดยใช้ชื่อว่า World Rally Championship หรือ (WRC)  ซึ่งหลังจากมีจัดการแข่งขันรถยนต์ประเภทแรลลี่เกิดขึ้นผู้คนได้เรียกการแข่งขันรายการนี้ในอีกชื่อหนึ่งว่าการแข่งขันรถยนต์ทางฝุ่นชิงแชมป์โลก เพราะเป็นการแข่งขันที่ไม่มีสนามแข่งใช้เพียงพื้นที่สาธารณะทั่วไปเป็นการแข่งขัน โดยมีการจัดการแข่งขันครั้งแรกในปี 1973 และทำการจัดการแข่งขันต่อมาจวบจนถึงปัจจุบัน ซึ่งในปี1982-1986 เป็นปีที่ผู้คนนิยมทั้งในการรับชม และการฝึกขับรถยนต์แบบแรลลี่เป็นอย่างมาก

รูปแบบและกติกาการแข่งขันแรลลี่โลกมีการแข่งขันที่ใช้ถนนตามพื้นที่สาธารณะทั่วไปเป็นเส้นทางในการแข่งขันจากจุดเป้าหมายจุดหนึ่งไปยังจุดเป้าหมายอีกจุดหนึ่งจนกว่าจะถึงปลายทางเส้นชัยตามเวลาที่กำหนด โดยจุดเป้าหมายตามแต่ละที่จะถูกเรียกว่า TC (Timing Control)  และมีเลขต่อท้ายนับเรียงเริ่มจาก 1 ไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะถึงสถานที่สุดท้าย ในการแข่งขันแรลลี่จะเริ่มต้นปล่อยรถที่เข้าร่วมแข่งขันตามเบอร์ที่ได้รับไปทีละคันพร้อมทั้งแจ้งเวลาที่กำหนดในการเดินทางไปยัง TC ต่าง ๆ ที่ได้กำหนดไว้ และเมื่อได้รับหมายกำหนดการในการเดินทางแล้วผู้เข้าแข่งขันจะต้องเดินทางไปยังจุดที่กำหนดไว้ให้ทันเวลาที่กำหนดในแต่ละจุดหมาย ถ้าผู้เข้าแข่งขันไปถึงช้าหรือเร็วกว่าเวลาที่กำหนดผู้เข้าแข่งขันจะเสียแต้มนาทีละ 1 คะแนน ซึ่งในระหว่างการเดินทางในการแข่งขันจะต้องคอยค้นหารหัสตรวจสอบในการผ่านทางหรือเรียกว่า RC (Rule Check) ที่ซ่อนไว้ตามทางให้พบอีกด้วย

ทั้งต้องทำเวลาในการแข่งขัน ทั้งต้องตะลุยในเส้นทางวิบากอันตรายที่ไม่คาดคิด และยังต้องค้นหาปริศนาที่ซ่อนไว้ตามเส้นทาง ทำให้การแข่งขันแรลลี่เป็นการแข่งขันที่เต็มไปด้วยความสนุกสนาน ดุดัน และแข็งแกร่ง จนเป็นที่นิยมแพร่หลายไปทั่วทั้งโลก ซึ่งถ้าหากใครได้รับชมจะได้พบรถยนต์คันมหึมาราวกับราชสีห์ขับทะยานขึ้นบนเส้นทางวิบากอย่างองอาจแล้วถลาลงพื้นราวกับพญาอินทรีย์ที่ไม่สะทกสะท้านต่อความหฤโหดของผืนแผ่นดิน และหากใครได้เป็นผู้ชนะในการแข่งขันแรลลี่โลกจะถูกบันทึกไว้ในหอประวัติศาสตร์แรลลี่โลกอย่างสมเกียรติแห่งชัยชนะอีกด้วย

 

เส้นทางนักแข่งรถยนต์มืออาชีพที่ไม่ยากเกินความเป็นจริง

บนโลกนี้มีความฝันเกิดขึ้นมามากมายและเมื่อมีความฝันเกิดขึ้นมามากมายสิ่งที่ติดตามมาก็คือเส้นทางที่จะต้องเดินทางไปสู่ความความเป็นจริง ซึ่งไม่ว่าจะเป็นอาชีพคุณครู หมอ หรือนักธุรกิจ ล้วนแต่จำเป็นต้องมีเส้นทางการเดินไปให้ถึงจุดหมายที่ถูกต้องจึงจะสำเร็จได้ดั่งที่ตั้งใจ ดังนั้นถ้าหากจะทำให้ความฝันที่ตั้งใจไว้กลายเป็นความจริงได้จะต้องเลือกเดินบนเส้นทางที่ถูกต้องในหนทางของแต่ละอาชีพที่ใฝ่ฝันไว้จึงจะสามารถทำให้ความฝันกลายเป็นความจริงขึ้นมาได้

อาชีพนักแข่งรถยนต์เป็นอีกหนึ่งอาชีพความใฝ่ฝันของใครหลายต่อหลายคนที่ชอบความเร็ว ความท้าทายและความสวยงามบนท้องถนน ซึ่งหนทางที่จะไปถึงจุดการเป็นนักแข่งมืออาชีพที่แท้จริงได้นั้นไม่ใช่เรื่องยากเกินความเป็นจริงหากเพียงได้เดินบนเส้นทางที่ถูกต้องพร้อมกับสามารถไขว่คว้าโอกาสที่มาถึงได้ในการแข่งขันตามรายการแข่งขันรถยนต์มือสมัครเล่นต่าง ๆ

บนถนนเส้นทางการเป็นนักแข่งรถยนต์มืออาชีพที่ถูกต้องนั้นได้ถูกตั้งกฎเกณฑ์เป็นขั้นเป็นตอนที่ทำให้ทุกคนสามารถก้าวขึ้นไปถึงได้โดยง่าย โดยสามารถเริ่มต้นศึกษาจากสถาบันการสอนพื้นฐานสำหรับการเป็นนักแข่งรถที่ถูกต้องตามรูปแบบการขับขี่เพื่อแข่งขัน ต่อมาเมื่อเรียนรู้ขั้นพื้นฐานการขับขี่จนสำเร็จก็จะต้องฝึกทักษะการขับขี่แบบพิเศษเฉพาะสำหรับการแข่งขัน ไม่ว่าจะเป็นการขับขี่เข้าโค้งสำหรับการแข่ง การใช้เบรกระหว่างการแข่ง รวมถึงการขับขี่หลบสิ่งกีดขวางตามหลักสูตรเฉพาะของสถาบัน พร้อมทั้งเรียนรู้กฎกติกาสำหรับการเป็นนักแข่งมืออาชีพให้ครบถ้วนก่อนที่จะไปขอใบอนุญาติขับแข่งจากราชยานยนต์สมาคมแห่งประเทศไทย  ในพระบรมราชูปถัมภ์ (รยสท.) ซึ่งก็คือ FIA ของไทยเป็นขั้นตอนสุดท้าย และเมื่อได้รับใบอณุญาติเรียบร้อยจะสามารถนำใบรับรองนี้ไปลงแข่งขันในรายการใดก็ได้เป็นระยะเวลา 1 ปี เป็นอันสิ้นสุดเส้นทางการเป็นนักแข่งรถมืออาชีพในส่วนแรกของเส้นทางบนถนนสายนี้  ซึ่งในส่วนที่สองไม่มีอะไรพิเศษไปกว่าความสามารถที่แฝงอยู่ในตัว ที่จะสามารถสร้างชัยชนะหรือความประทับใจในการขับขี่แข่งขันมือสมัครเล่นตามรายการต่าง ๆ ให้เป็นที่ประจักษ์แก่บรรดาผู้สนับสนุนยักษ์ใหญ่ให้มาสนใจและเลือกให้ขึ้นมาเป็นนักแข่งรถยนต์มืออาชีพได้ในอนาคต

เมื่อเส้นทางถูกต้องความฝันก็จะชัดเจนขึ้นและเมื่อความฝันชัดเจนขึ้นความสุขในชีวิตก็จะติดตามมา การเป็นนักแข่งรถมืออาชีพเป็นสิ่งที่หลายคนมองดูว่าไม่อาจจะเป็นไปได้ แต่ถ้าหากได้ลองเรียนรู้และศึกษาอย่างถ่องแท้แล้วจะสามารถมองเห็นได้ว่าเส้นทางบนถนนสายนี้ก็ไม่ยากเกินความสามารถที่มนุษย์จะทำได้ และไม่ว่าจะเป็นความฝันไหนหากได้ศึกษาบนเส้นทางที่ถูกต้องอย่างแท้จริงแล้วก็ไม่อาจที่จะไม่เป็นจริง